ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ก็คงต้องพูดและติดตามความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทมาให้ทราบกันอย่างต่อเนื่อง
พ.ร.บ. เงินกู้ดังกล่าวให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาสำหรับก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง การก่อหนี้ครั้งนี้จะการก่อหนี้ครั้งที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ และแม้ว่าการอภิปรายอย่างดุเดือดรัฐสภา แต่ในที่สุดแล้วด้วยเสียงข้างมากของรัฐบาล พ.ร.บ.ดังกล่าวก็ผ่านในวาระที่ 1 รับหลักการ และมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาแปรญัตติก่อนที่จะนำเสนอในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ต่อไปในเดือนสิงหาคมที่จะมาถึงนี้ ซึ่งนอกจาก พ.ร.บ. เงินกู้ดังกล่าวแล้วยังมีกฎหมายที่ประชาชนต่างติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยความกังวลก็คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง ที่อาจสร้างความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นอีกรอบ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว
สำหรับความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทดังกล่าว ข่าวจากการประชุมคณะกรรมาธิการนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจคือ กระทรวงคมนาคมยอมรับว่ายังไม่การศึกษาถึงความเป็นไปได้และผลตอบแทนการลงทุนของโครงการรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว กระทรวงจะไปดำเนินการซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งสะท้อนให้ว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องผลักดัน พ.ร.บ. เงินกู้ดังกล่าวตั้งแต่ปีนี้ และนอกจากนี้รัฐบาลเองก็มีวาระอยู่อีกเพียงประมาณ 2 ปี
การชี้แจงในรัฐสภานั้นรัฐบาลได้เน้นถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการขนส่งระบบรางของประเทศ และที่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติพิเศษดังกล่าวเนื่องจากต้องการให้มีความมั่นใจว่าต้องการให้มีเงินก่อสร้างโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคิดว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาการขนส่งระบบราง ที่การรถไฟไทยอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่แทบจะไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นมานับตั้งแต่ได้เริ่มก่อตั้งมากว่า 100 ปี แต่ประเด็นผู้เขียนที่ไม่เห็นด้วยก็คือ วิธีการและความถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลที่จะก่อหนี้จำนวนมหาศาลดังกล่าว ที่การขาดหลักการปฏิบัติที่ดี (Good Governance)
ความถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลก็คือ พ.ร.บ. ก่อหนี้จำนวน 2 ล้านล้านบาทดังกล่าวเป็นการก่อหนี้ผูกพันหนี้ให้กับประชาชนไปในอนาคตอีกเป็นระยะเวลา 50 ปีข้างหน้าโดยรัฐบาลและนักการเมืองที่ผ่านร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ไม่ต้องมีความรับผิดชอบต่อผลการกระทำที่เกิดขึ้นเลย เป็นการก่อหนี้ให้กับลูกหลานในอนาคตโดยไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบให้รับทราบ ซึ่งเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราที่ 87 และนอกจากนี้ด้วยมารยาทและจรรยาบรรณแล้วรัฐบาลที่มีวาระการดำรงตำแหน่งอยู่อีกเพียง 2 ปีได้ออกกฎหมายที่จะผูกพันต่อรัฐบาลอื่นๆ ออกไปอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งหากรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะมีอำนาจในการบริหารต่อไปอีก 7 ปีข้างหน้า ก็ควรจะผลักดันกฎหมายดังกล่าวเมื่อมีความพร้อมดำเนินการของโครงการอย่างจริงจัง
ประเด็นยังอยู่ที่ว่า มีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลถึง 2 ล้านล้านบาทหรือไม่ จากการติดตามการอภิปรายในสภาพบว่า ความจำเป็นต้องกู้เงินนั้นสามารถลดจำนวนลงได้หรือไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลยก็ได้ โดย หนึ่ง การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ซึ่งในปัจจุบันภาคเอกชนมีความพร้อมและมีความสามารถในการระดมทุนและการบริหารโครงการลงทุนขนาดใหญ่ดังกล่าว และสอง การร่วมลงทุนกับต่างประเทศ เช่นรัฐบาลจีน ที่ได้เคยมีการเจรจาในหลักการเข้าร่วมมาลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะสร้างทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อหนองคาย (เชื่อมต่อจากประเทศจีนจากลงมาถึงลาว) และต่อลงไปภาคใต้เชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ต่อไป ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมต่อระบบขนส่งระหว่างประชาคมอาเซียน ไม่ใช่เส้นทางตาม พรบ. ที่สายอีสานจะเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯและนครราชสีมาและสายใต้จะเป็นเพียงเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน
นอกจากนี้การออกพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เป็นการพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบอย่างชัดเจน เพราะหากบรรจุไว้ในร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปี จะมีการติดตามตรวจสอบและวิธีการเบิกจ่ายงบประมาณที่มีกฎหมายรองรับ ในประเด็นเรื่องนี้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 169 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจะกระทำได้ก็เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณหรือกฎหมายเงินคงคลัง เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาลจะจ่ายไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
ดังนั้น การใช้เสียงข้างมากผ่านกฎหมาย ในลักษณะของการผูกขาดดังกล่าวที่ขาดความถูกต้อง ชอบธรรม จึงอาจไม่ได้รับการยอมรับของประชาชนได้








