วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพื่อผู้อื่น หรือ เพื่อตนเอง?

สัปดาห์นี้ผมขอแนะนำเนื้อหาที่น่าสนใจ เหมาะแก่ยุคสมัยในปัจจุบันซึ่งเป็นหนังสือเล่มล่าสุดที่ผมเพิ่งซื้อมาครับ หนังสือนี้ชื่อ Giving and Taking

ซึ่งออกมาไม่นาน แต่ก็ติดอันดับหนังสือขายดีของ New York Times ไปเรียบร้อยแล้ว หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย Adam Grant ซึ่งเป็นอาจารย์จาก Wharton

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การพยายามแสวงหาหลักฐานงานวิจัยต่างๆ เพื่อมายืนยันและสนับสนุนว่าในการทำงานนั้นผู้ที่คิดเพื่อผู้อื่น กระทำเพื่อผู้อื่น (หรือ Givers) จะประสบความสำเร็จในระยะยาวมากกว่าผู้ที่คิดแต่เพื่อตนเอง คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก (หรือ Takers) ซึ่งสาเหตุที่บอกได้ว่าเหมาะแก่ยุคสมัยเนื่องจากในกระแสสังคมปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากมักจะมีความเข้าใจผิดว่าไม่ว่าในการดำรงชีวิตในสังคม หรือ การทำงานในองค์กร มักจะคำนึงถึงแต่สิ่งที่ตนเองจะได้รับเป็นหลัก จะเป็นหนทางที่จะนำพาตนเองไปสู่ความสุขและความสำเร็จในชีวิต

ผมเคยคุยกับรุ่นน้องที่เก่งอยู่คน เขาก็มีความคิดเหมือนเด็กสมัยใหม่ว่าถ้าจะหาทางทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จก่อน มีเงินก่อน จากนั้นถึงจะเริ่มที่จะคิดช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งผมก็เคยแย้งเขากลับไปว่าทำไมไม่มองอีกมุมว่า ถ้าเราคิดที่จะช่วยเหลือหรือทำเพื่อผู้อื่นแล้ว สุดท้ายลาภยศ สรรเสริญก็จะมาหาเราเองโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ได้ยกงานต่างๆ มายืนยันในสิ่งที่ผมคิด

พวกที่คิดเพื่อตนเองนั้น เรียกว่า Takers ซึ่งเราจะพบเห็นได้รอบๆ ตัวเรารับ คนเหล่านี้จะต้องการที่จะได้รับมากกว่าสิ่งที่ตนเองให้กลับมา คนเหล่านี้จะคำนึงถึงประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับก่อนสิ่งที่คนหมู่มากหรือผู้อื่นจะได้รับ คนพวกนี้ชอบคิดว่าถ้าตนเองจะประสบความสำเร็จได้ ตนเองจะต้องเหนือกว่าผู้อื่น รวมทั้งพยายามที่จะหาทางพิสูจน์ให้ผู้อื่นเห็นว่าตนเองเหนือกว่า พวก Takers จะคำนึงถึงแต่ตนเองและสิ่งที่ตนเองจะได้รับเป็นหลัก

ผมเชื่อว่าในทุกองค์กรก็จะมีพวก Takers อยู่ ผมเองก็รู้จักบางคนที่จะชอบเรียกร้องในสิทธิต่างๆ ที่ตนเองคิดว่าควรจะได้รับ คนเหล่านี้จะเรียกร้องและรักษาในผลประโยชน์ของตนเอง แต่ไม่เคยคิดคำนึงเลยว่าตนเองทำงานให้องค์กรแค่ไหน คนประเภทนี้อาจจะทุ่มเทให้กับองค์กรเพียงแค่ร้อยละ 30 ของสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้ แต่เรียกร้องและคาดหวังจากองค์กรร้อยละ 100

ส่วนพวกที่เป็นผู้ให้หรือ Givers นั้นจะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อความต้องการของผู้อื่น หรือ ความสำเร็จขององค์กร พวก Givers นั้นจะมุ่งเน้นในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้อื่นเป็นสำคัญ และความช่วยเหลือที่ให้กับผู้อื่นนั้นก็ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งจะต่างจาก Takers ที่อาจจะช่วยเหลือผู้อื่น แต่ก็ต้องคาดหวังที่จะได้รับประโยชน์บางอย่างตอบแทนกลับมา Givers นั้นจะเป็นพวกที่เสียสละเวลา ความรู้ ทักษะ ความสามารถต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ตนเองจะได้รับกลับมา

ถ้าท่านนึกภาพระหว่าง Givers และ Takers ไม่ออก ก็ขอให้นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวก็ได้ครับ คนส่วนใหญ่จะเป็น Givers เมื่อเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา หรือ พ่อแม่กับลูก ที่ให้โดยไม่คิดหรือหวังผลตอบแทน แต่ก็ไม่ได้หมายความเมื่อเราเป็น Givers กับครอบครัวแล้วจะเป็น Givers ตลอดไปนะครับ เห็นมาเยอะเหมือนกันที่เป็น Givers กับครอบครัว แต่พอมาทำงานแล้ว กอบโกยเป็น Takers อยู่เพียงอย่างเดียว

ความเชื่อเดิมๆ ที่เรามีอยู่นั้นคือพวก Givers มักจะเป็นคนดีขององค์กร แต่คนดีเหล่านี้มักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่าไร เพราะมัวแต่คิดหรือคำนึงถึงผู้อื่น ส่วนพวกที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงได้นั้นมักจะเป็น Takers เสียมากกว่า เนื่องจากลักษณะนิสัยที่มุ่งมั่นและต้องการประสบความสำเร็จมากกว่า

อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้ได้ยกงานวิจัยต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว เมื่อเทียบในระยะยาวจะพบว่า Givers จะประสบความสำเร็จมากกว่า Takers ซึ่งเป็น Givers ที่มีแรงจูงใจที่อยากจะเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ ซึ่ง Givers ประเภทนี้จะพยายามทำในสิ่งต่างๆ เพื่อให้บุคคลรอบตัวประสบความสำเร็จ ซึ่งสุดท้ายย่อมนำมาสู่การสนับสนุน การยอมรับและความสำเร็จของ Givers ด้วย

ย้อนกลับมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในไทยนะครับว่าในปัจจุบัน นักการเมืองของไทยเป็น Givers หรือ Takers กันแน่? สิ่งที่พวกเขาทำกันอยู่นั้นเพื่อพวกพ้อง ตนเอง หรือเพื่อประชาชน ประเทศชาติกันแน่ อย่าลืมนะครับว่าพวก Takers มุ่งความสำเร็จก่อนแล้วถึงจะให้ ในขณะที่ Givers นั้นให้ผู้อื่นก่อน แล้วความสำเร็จจะตามมาเอง ถ้าท่านยังไม่แน่ใจและอยากจะรู้ในสไตล์ของท่านก็ลองเข้าไปทำดูได้ที่ www.giveandtake.com ครับ