วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บุกตลาดอียูผ่านการเจรจาเอฟทีเอ

นับเป็นข่าวดีในที่สุดการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป หรือเอฟทีเอ ไทย-อียู ก็ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556 โดยนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ในระหว่างเยือนบรัสเซลส์ของนายกรัฐมนตรีไทย หลังจากที่สองฝ่ายได้หารือและดูท่าทีเรื่องนี้กันมานานหลายปี

สหภาพยุโรปสนใจเปิดการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศเอเชีย และภูมิภาคอื่นๆ รวมทั้งยักษ์ใหญ่ทางการค้าอย่างสหรัฐฯ สำหรับภูมิภาคเอเชียประเทศที่เจรจาเอฟทีเอ กับอียูสำเร็จไปแล้วได้แก่ เกาหลีใต้ และประเทศที่กำลังเจรจาอยู่ ได้แก่ อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น และไทย สำหรับไทยการเจรจารอบแรกจะมีขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2556

การเจรจาเอฟทีเอ ไทยกับอียูสร้างความตื่นตัวให้ภาคเอกชนยุโรปอยู่ไม่น้อย เพราะไทยเป็นทั้งตลาด ฐานการผลิต ศูนย์กลางการกระจายสินค้าและบริการและโอกาสการค้าการลงทุนสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมยุโรปในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นสาขายานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ ยาและเวชภัณฑ์ ฯลฯ โดยอียูเน้นเป้าหมายการเจรจาเอฟทีเอ ที่มุ่งเปิดตลาดทั้งสินค้าและบริการ และการลดมาตรการกีดกันทางการค้าทั้งภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ที่มิใช่ภาษี ล่าสุด คณะเจรจาของฝ่ายอียูกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมยุโรปอยู่ว่ามีปัญหาการกีดกันทางการค้าจากไทยอย่างไรบ้าง และต้องการให้อียูกำหนดท่าทีการเจรจาที่เน้นประเด็นสำคัญใดบ้าง

สำหรับภาคธุรกิจไทย เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าอียูเป็นตลาดร่วมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังซื้อสูงของประชากรเกือบ 500 ล้านคนจากประเทศยุโรป 27 ประเทศ แม้จะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแต่กำลังซื้อและความต้องสินค้าของไทยในตลาดอียูก็ไม่ได้ลดลงมากนัก หากแต่อียูมีมาตรฐานและข้อกำหนดที่สูง ซับซ้อน และละเอียดอ่อนจนบางครั้งทำให้ธุรกิจไทยท้อแท้กับการเปิดตลาดอียู และบางรายมองว่าเรื่องการสร้างข้อกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเสีย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย สวัสดิภาพสัตว์ แรงงาน และประเด็นด้านสังคมอื่นๆ ซึ่งอียูล้วนให้ความสำคัญและเข้ามาพัวพันเป็นประเด็นการค้ามากขึ้น

แน่นอนว่า เอฟทีเอ ไทย-อียูที่กำลังจะเริ่มเจรจาในอีกไม่ช้านี้จะเป็นโอกาสและเครื่องมือให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยบุกตลาดอียู คงถึงเวลาที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยควรรวมตัวกันมองผลประโยชน์และกำหนดท่าทีและความต้องการของธุรกิจตนในตลาดอียูอย่างจริงจัง ว่าจะรักษาผลประโยชน์อย่างไร และใช้เอฟทีเอ เป็นโอกาสในการเปิดตลาดใหม่ๆ ได้อย่างไรบ้าง

การเจรจาเอฟทีเอ ก็คือการเจรจาเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างสองฝ่ายที่แน่ๆ ต้องมีการ trade-off ที่บางสาขาอุตสาหกรรมอาจได้ประโยชน์ บางสาขาอาจเสียประโยชน์ แต่ประเด็นสำคัญคือการเตรียมข้อมูลและท่าทีของภาคเอกชนแต่ละสาขา และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเป้าหมายในการหาจุดประนีประนอมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของภาคธุรกิจไทยในอียูให้ได้ดีที่สุด

บุกตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร

ภาคเกษตรและอาหาร เป็นตัวอย่างหนึ่งที่การเจรจาเอฟทีเอ น่าจะมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือช่วยเปิดตลาดและรักษาผลประโยชน์ของไทยในตลาดยุโรปโดยเฉพาะในขณะที่สิทธิพิเศษทางภาษีประเภท GSP ที่ไทยเคยได้รับจากอียูในสินค้าสำคัญหลายรายการกำลังจะหมดสิทธิ GSP ลง การเจรจาเอฟทีเอ จึงเป็นเหมือนทางออกหรือโอกาสในการปกป้องผลประโยชน์เหล่านี้เอาไว้ นอกจากนั้น ยังเป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางการค้าต่างๆ ที่ทำให้เสียผลประโยชน์ไป

ประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเป็นสินค้าหลัก สำหรับตลาดอียู ไทยส่งออกคิดเป็นจำนวน 3,821 ล้านยูโร ในปี 2554 หรือคิดเป็น 21.8% ของการส่งออกทั้งหมดของไทยมายังตลาดอียู ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ซึ่งประเทศไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวจำนวน 2,617.2 ล้านยูโร (หรือ 18.3%)

สำหรับอียู ภาคการเกษตรก็เป็นหัวใจสำคัญ และการเจรจาเพื่อลดมาตรการกีดกันทางการค้าในตลาดสินค้าเกษตรและอาหารน่าจะเป็นประเด็นที่ยากพอสมควร เพราะอียูมีท่าทีปกป้องและอุดหนุนภาคการเกษตรของตนอยู่มาก และที่สำคัญมีมาตรฐานและข้อกำหนดด้านสุขอนามัยของสินค้าเกษตรและอาหารนั้นเข้มงวด ซึ่งในหลายครั้งข้อกำหนดที่สูงเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นข้อกีดกันทางการค้าไปได้นอกจากนั้น อียูก็มีสินค้าเกษตรหลายตัวอยู่ในใจที่ต้องการเปิดตลาดในไทย อาทิเช่น สินค้าเนื้อวัว ซึ่งไทยยังระงับการนำเข้าสินค้าเนื้อวัวจากอียูอยู่ด้วยเหตุผลมาจากโรควัวบ้าเมื่อหลายปีที่แล้ว ซึ่งก็เป็นเหตุผลด้านสุขอนามัยเช่นเดียวกัน

การเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียูครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสดีให้ภาคเอกชนไทยมองไปข้างหน้า และช่วยภาครัฐกำหนดนโยบายและท่าทีเชิงรุกเพื่อบุกตลาดสินค้าเกษตรและอาหารในอียู ที่ยังถือได้ว่ามีศักยภาพสำหรับสินค้าไทยอยู่อีกมากมาย อย่างไรก็ดี การเจรจากับอียูเพื่อเปิดตลาดและลดมาตรการกีดกันทางการค้าในสาขาเกษตรและอาหารคงต้องมีการเตรียมตัวให้ดี โดยวิเคราะห์ว่าไทยต้องการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหารรายการไหนบ้างเป็นหลัก และสามารถแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับสินค้ารายการไหนได้บ้าง

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยก็ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพในการผลิตและรักษาระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารให้ได้ตามกฎระเบียบและข้อบังคับของอียูด้วย มิเช่นนั้น เมื่อเจรจาเปิดตลาดได้ แต่สินค้าไม่ได้มาตรฐานก็คงไม่มีประโยชน์

หลายคนอาจแย้งว่าหากไม่ได้สนใจเปิดตลาดใหม่ๆ ในอียู การเจรจาเอฟทีเอ คงไม่ได้มีประโยชน์อะไร แต่อย่าลืมว่าการรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่เคยได้รับให้ต่อเนื่องก็เป็นเรื่องจำเป็น ที่สำคัญในสถานการณ์โลกที่ประเทศคู่แข่งในเอเชียอื่นๆ ได้เริ่มเจรจาเอฟทีเอ กับอียูไปหลายประเทศแล้ว ซึ่งประเทศเหล่านั้นได้เจรจาเพื่อปกป้องผลประโยชน์และขอสิทธิพิเศษต่างๆ จากอียูไปแล้ว ซึ่งอาจหมายถึงการบั่นทอนโอกาสและศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจและเอกชนไทยในสาขานั้นๆ ไปโดยปริยาย หากประเทศคู่แข่งของไทยได้สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่เหนือกว่า และได้ไปรวดเร็วกว่า

ความรวดเร็วในการเจรจาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศใดเจรจาได้สิทธิประโยชน์ก่อน ก็ย่อมได้ใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ เพื่อเปิดตลาดอียูก่อน หรือที่เรียกว่าการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ แบบ first come first serve นั่นเอง

การเปิดฉากการเจรจาเอฟทีเอ รอบแรกที่กรุงบรัสเซลส์ในเดือนพฤษภาคม ศกนี้ คงเสมือนเป็นการเปิดฉากโอกาสในการวางกรอบใหม่ๆ การดำเนินความสัมพันธ์ธุรกิจและการค้าระหว่างไทยกับอียูให้ราบรื่นและยั่งยืนมากขึ้น


ข้อมูลนักเขียน : ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรปwww.access-europe.euหรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd