วันแรกของการให้การโดยวาจาโดยฝ่ายกัมพูชา ในคดีปราสาทพระวิหาร ต่อหน้าศาลโลกได้ผ่านไปแล้ว
และในวันพรุ่งนี้ 17 เม.ย.ก็จะเป็นฝ่ายไทยที่จะขึ้นชี้แจงโดยวาจาบ้าง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ทั้งสองประเทศได้ยื่นเอกสารไปเรียบร้อยแล้ว และการชี้แจงโดยวาจาจะเสร็จสิ้นในวันที่ 19 เม.ย.นี้และหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือนหรือประมาณ ต.ค.หรือ พ.ย. ศาลโลกจะตัดสินออกมา ทั้งนี้เป็นผลมาจากเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 กัมพูชายื่นคำขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตีความคำพิพากษา คดีปราสาทพระวิหารปี 2505 โดยกัมพูชาอ้างว่าคำพิพากษาเดิมไม่ชัดเจน และไทยยังไม่ได้ปฏิบัติตาม โดยยังมิได้ถอนกาลังทหารหรือตำรวจออกจากบริเวณใกล้เคียงปราสาท โดยกัมพูชาให้เหตุผลว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ คำพิพากษาเดิมไม่ระบุชัดเจนว่า “บริเวณใกล้เคียงปราสาท”(Vicinity) ครอบคลุมพื้นที่แค่ไหน ดังนั้นกัมพูชาจึงขอให้ศาลโลก ตัดสินว่าขอบเขตของ “บริเวณใกล้เคียงปราสาท” จะต้องเป็นไปตามเส้นเขตแดนที่ปรากฏบน “แผนที่ภาคผนวก 1” ซึ่งแนบท้ายคำฟ้องของกัมพูชาในคดีเดิม ซึ่งนั้นหมายความว่าให้ยึดอัตราส่วน 1:200,000 ดังนั้นเมื่อยึดตามแผนที่ดังกล่าวนี้แสดงว่าไทยไม่ได้ถอนทหารหรือตำรวจ ออกจาก"บริเวณใกล้เคียงปราสาท"ตามคำสั่งศาล เมื่อยื่นตีความมาเป็นแบบนี้ ก็มีความแตกต่างกันชัดเจน เพราะฝ่ายไทยอ้างตลอดและได้ยื่นเอกสารแย้งไปแล้วว่า คำว่า“บริเวณใกล้เคียงปราสาท” คือรั่วหลวดหนามที่กั้นล้อมรอบปราสาทที่ยึดถือมาทั้งสองประเทศ
คำขอของกัมพูชาที่ยื่นให้ศาลโลก เมื่อ 6 ต.ค.2502 มีสองประเด็น ประการแรก อธิปไตยแห่งดินแดนเหนือปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา ประการที่สอง ให้ไทยถอนทหารกำลงทหารออกจากบริเวณปราสาทพระวิหาร แต่หลังจากนั้น ปี 2505 กัมพูชาได้ยื่นเพิ่มมาอีก 3 ประเด็น ประการแรก ขอให้ตัดสินชี้ขาดเขตแดนไทย-กัมพูชา ประการที่สอง สถานะของแผนที่มาตรส่วน 1:200,000 มีผลผูกพันกับประเทศไทย และประการที่สาม ขอให้ไทยส่งคืนสิ่งประติมากรรม แผ่นศิลา ส่วนสลักหักพัง ของสิ่งก่อสร้างโบราณ รูปหินทรายและเครื่องปั้นดินเผ้าโบราณ ซึ่งถูกโยกย้ายไปจากปราสาทพระวิหารโดยเจ้าหน้าที่ไทย นับตั้งแต่ปี 2497 สำหรับคำตัดสินศาลโลก เมื่อ 15 มิ.ย. 2505 นั้นปรากฎว่าตัดสินเพียง 3ประเด็นเท่านั้น ประการแรก คะแนนเสียง 9 ต่อ3 ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหาร ตั้งอยู่ในอาณาเขตอธิปไตยของกัมพูชา ประการที่สอง คะแนนเสียง 9 ต่อ3 เช่นกัน ลงความเห็นว่าประเทศไทย มีพันธะที่จะถอนกำลังทหารหรือตำรวจที่ส่งไปประจำที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียงอาณาเขตกัมพูชา ประการที่สาม คะแนน 7ต่อ5 ลงความเห็นว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืน สิ่งประติมากรรม แผ่นศิลา ส่วนสลักหักพัง ให้แก่กัมพูชา ส่วนอีกสองประเด็นคือ ขอให้ตัดสินชี้ขาดเขตแดนไทย-กัมพูชา ประการที่สอง สถานะของแผนที่มาตรส่วน 1:200,000 มีผลผูกพันกับประเทศไทย ศาลไม่ได้พิพากษา แต่อย่างใด
ดังนั้นในการต่อสู้ของไทยในการพิพากษาของศาลโลกครั้งใหม่ นี้เห็นว่าศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาและกัมพูชาไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ใช้ตีความ แต่ฟ้องคดีใหม่ เรื่องเขตแดนซึ่งนอกขอบเขตคดีเดิม เพราะครั้งนั้นศาลไม่ได้พิจารณา เท่ากับว่าการยื่นตีความครั้งนี้ของกัมพูชาเข้าข่ายรื้อฟื้นคดีที่จบไปแล้ว ดังนั้นคำฟ้องของกัมพูชา เหมือนการยื่นอุทธรณ์ ที่ซ่อนมาในรูป"ตีความคำพิพากษา” ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา ยังมั่นใจว่าคำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2505 นั้นตัดสินภายใต้แนวเขตแดนที่ฝ่ายกัมพูชา ยืนแนบไป ดังนั้นถึงวันนี้ เท่ากับว่าฝ่ายไทย ยังไม่ปฎิบัติตามคำพิพากษาศาลโลก โดยเฉพาะการถอนทหารออกจาก บริเวณใกล้เคียงปราสาท”หรือ Vicinity เมื่อมองกันคนละมุมแบบนี้ และยึดแนวเขตแดน บริเวณใกล้เคียงปราสาท กันคนละอัตราส่วนย่อมจะเกิดข้อพิพาท นำมาซึ่งพื้นที่ทับซ้อน อย่างที่เป็นปัญหาคือ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3,000 ไร่
เราเห็นว่าเมื่อยังมองกันคนด้านแบบนี้ "ยาก"ที่คำตัดสินของศาลโลก จะนำมาซึ่ง"ยุติ"หรือจบ เพราะไม่ว่าผลการตัดสินออกมาอย่างไร แต่ละฝ่ายย่อมสงวนสิทธิที่จะคัดค้าน และปัญหาเขตแดนก็จะอ่อนไหวเพิ่มขึ้นอีกได้ตลอดเวลา เพียงแต่รัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความสัมพันธ์อันดี กับรัฐบาลกัมพูชา ก็จะช่วยลดแรงปะทะได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี ดังนั้นการที่จะแก้ปัญหาถาวรในระยะยาวนั้น รูปแบบ"ทวิภาคี" น่าจะมีประโยชน์มากกว่า ซึ่งนั้นหมายความว่าแก้ปัญหาโดยใช้เครื่องมือทางการเมือง รัฐบาลต่อรัฐบาล หารือเรื่องเขตแดนให้ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันก็มีคณะกรรมการร่วมอยู่หลายชุด เป็นเวทีให้หารือกันอยู่แล้ว จึงควรใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ ยิ่งในภาวะที่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดี น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่าคำพิพากษาศาลโลกหลายเท่า เพียงแต่การใช้เครื่องมือทางการเมืองเจรจาแก้ข้อพิพาท ต้องยืนอยู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม









