สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่ตัวแทนรัฐ (บาล) ไทย นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร
เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปร่วมลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ ที่อ้างตัวเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น เมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา และได้พูดคุยอย่างเป็นทางการกันไปรอบหนึ่งแล้วเมื่อ 28 มี.ค. นั้น ชัดเจนว่าไม่ได้ลดระดับความรุนแรงลงเลย
มิหนำซ้ำ สถิติในแง่ของจำนวนครั้งที่เกิดเหตุรุนแรงตลอดเดือนมี.ค. ก็พุ่งสูงขึ้นกว่า 2 เดือนก่อนหน้า คือ สูงสุดในรอบ 3 เดือนแรก (ไตรมาส) ของปี 2556
มีคำชี้แจงจากตัวแทนรัฐบาลที่ไปร่วมพูดคุยเจรจา และกลุ่มคนที่สนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ว่า เป็นความรุนแรงปกติที่ย่อมต้องเกิดขึ้นระหว่างเส้นทางสู่ความสงบร่มเย็น
ตัวแทนรัฐบาลบางท่าน ยังชี้แจงอย่างไม่เป็นทางการด้วยว่า ยังมีสัญญาณที่ดี คือ เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดนั้น พุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถืออาวุธ ไม่ใช่พลเรือนหรือเป้าหมายอ่อนแอ อาทิ เด็ก ผู้หญิง ครู พระ ฯลฯ ดังที่เคยปรากฏมา
จากนั้นก็สรุปประหนึ่งว่า ความรุนแรงที่เริ่ม “เบนเป้า” ไปจากพลเรือน เป็นไปตามที่ได้ยื่นเงื่อนไขเรียกร้องผ่านไปยังแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็นที่ร่วมโต๊ะพูดคุย (ว่าให้ลดเหตุรุนแรงที่กระทำต่อเป้าหมายอ่อนแอ)
ผมคิดว่า คำชี้แจงลักษณะนี้ เป็นประเด็นที่รัฐบาลพึงระมัดระวัง เพราะเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถืออาวุธเอง ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ทหารพราน หรือ อส. ต่างก็ต้องการสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตเช่นกัน ที่สำคัญการโจมตีเป้าหมายที่เป็นผู้ถืออาวุธ ไม่ใช่การเปิดหน้ารบกันแบบ “สงครามตามแบบ” แต่นี่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบใช้ยุทธวิธี “ก่อการร้าย” ในการลอบทำร้ายแทบจะฝ่ายเดียว โดยเจ้าหน้าที่เป็นเสมือน “เป้าเคลื่อนที่” ให้ซุ่มยิงหรือกดระเบิดรายวัน
สภาพการณ์อย่างนี้ ต้องบอกว่า “ไม่ยุติธรรม” เพราะไม่ใช่การรบกันด้วยรูปแบบปกติแล้วเกิดความสูญเสียในวิถีแห่งนักรบ ฉะนั้นจึงไม่ควรไปให้เครดิตว่าเป็นผลบวกจากโต๊ะพูดคุยเจรจา จนทำให้ฝ่ายก่อความไม่สงบเบนเป้าไปกระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถืออาวุธแทนพลเรือน
ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังเห็นว่าหากรัฐบาลหรือผู้แทนรัฐบาลที่ไปร่วมพูดคุยเจรจาคิดเช่นนั้นจริง อาจเข้าทางกลุ่มก่อความไม่สงบที่ยังก่อเหตุรุนแรงอยู่ในพื้นที่ก็ได้ เพราะชัดเจนว่าพวกเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด “ไม่เอาด้วย” กับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ
จากประสบการณ์ที่ลงไปทำงานในพื้นที่ ผมไม่เชื่อว่า การ “เบนเป้า” (หากมีจริง) จะเป็นผลจากโต๊ะพูดคุยเจรจา แต่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะบรรดา “นักรบรุ่นใหม่” จงใจโจมตีเจ้าหน้าที่ผู้ถืออาวุธมากกว่า (และยังสามารถโจมตีเป้าหมายพลเรือนได้ หากต้องการทำ) เพราะเขาทราบดีว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพ ที่รัฐบาล “เปิดสู่สาธารณะ” นั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายกองทัพเท่าที่ควร และไม่ได้มีเอกภาพทางความคิดในหน่วยงานด้านความมั่นคงที่รับผิดชอบปัญหาภาคใต้ทั้งหมด
จุดนี้เอง ที่ทำให้ฝ่ายก่อความไม่สงบ อาจเลือกโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถืออาวุธ โดยเฉพาะทหาร เพราะทราบดีว่าผู้นำทางทหารมักมีความอดทนต่ำ ย่อมยอมไม่ได้หากลูกน้องต้องสังเวยชีวิตรายวัน
ท่าทีลักษณะนี้ สะท้อนชัดจากเหตุอุกอาจล่าสุดที่มีคนร้ายแต่งกายเลียนแบบทหารพร้อมอาวุธครบมือ บุกจี้ตัว พลทหารมะอีลา โตะลู จากบ้านภรรยาที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส แล้วนำไปยิงทิ้งที่ อ.บาเจาะ ในลักษณะตอบโต้เหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมกลุ่มติดอาวุธ 16 ศพ ที่เข้าโจมตีฐานปฏิบัติการนาวิกโยธินที่บ้านยือลอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา โดย พลทหารมะอีลา ก็เคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในฐานแห่งนั้น
ท่าทีอันแข็งกร้าวของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ว่า “แรงมาก็ต้องแรงไป” คือ สิ่งสะท้อนเป้าหมายทางยุทธวิธีของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ชัดเจนที่สุด
เมื่อทหารต้องสูญเสียไปเรื่อยๆ ผู้นำกองทัพย่อมทนไม่ไหว และเมื่อถึงจุดหนึ่งฝ่ายผู้ก่อการก็อาจใช้ปฏิบัติการต่อเป้าหมายพลเรือนครั้งใหญ่ ดังเช่นที่เคยทำมาแล้ว กรณีคาร์บอมบ์ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หากสถานการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นจริง โอกาสที่กระบวนการพูดคุยเจรจาจะถูก “ล้มกระดาน” ย่อมมีสูงยิ่ง
นี่คือ สิ่งที่พึงระวัง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ฝุ่นควันแห่งสันติภาพ ยังคงตลบอบอวล แต่จับต้องสาระอะไรมิได้!








