รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อจากการศึกษาขั้นปฐมวัย เป็นเวลา 12 ปีแบบให้เปล่ากับประชากร
เป็นการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี นับจากอายุย่างเข้าปีที่ 7 จนอายุย่างเข้าปีที่ 16 หรือเมื่อสอบได้ชั้นปีที่ 9 (มัธยม 3) ของการศึกษาภาคบังคับ ถ้าเริ่มต้นนับจากระดับชั้นมัธยม 6 ปี และอุดมศึกษา อีก 4 ปี อีก 10 ปี เท่านั้น ประชากรที่มีอายุเข้าสู่ 12 ปี จะเป็นอนาคตผู้สร้างประเทศ โรงเรียนมีหน้าที่ให้การศึกษาแก่ประชากรดังกล่าว เมื่อโรงเรียนเป็นเบ้าหลอมที่สำคัญ และกำหนดให้เด็กเป็นศูนย์กลางการพัฒนา มีผู้ปกครอง (บ้าน) และครู (โรงเรียน) เป็นเบ้าหลอม วัตถุดิบนำเข้าที่สำคัญสุดในกระบวนการศึกษาคือนักเรียน โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง โรงเรียนที่มีชื่อเสียงและโรงเรียนประจำจังหวัด มักจะมีท่าทีในการต้อนรับนักเรียนและผู้ปกครองน้อยกว่าโรงเรียนต่างอำเภอและโรงเรียนที่ไม่มีการแข่งขัน
โรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์พิเศษ และโรงเรียนที่จัดให้มีห้องเรียนพิเศษ กระบวนการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนจะเริ่มก่อน และกำหนดให้เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียนเพิ่มเติมได้ ซึ่งการสอบแข่งขันมักจะมีเนื้อหามากกว่าในชั้นเรียนของผู้สอบ และเท่าที่มีข้อมูลโครงการ English Program ยิ่งไม่ลงตัวอย่างมาก โดยเฉพาะการให้ศูนย์เอกชนภายนอกเป็นผู้จัดหาจัดการผู้สอน แทนโรงเรียนดำเนินการเองและให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยง
อีกทั้งส่วนใหญ่ไม่มีโครงการ English Program ระดับชั้นมัธยมปลายให้เด็กเรียนต่อ ผู้เรียนต้องกลับมาเรียนภาคภาษาไทย การเน้นรับนักเรียนในพื้นที่บริการ (นักเรียนบ้านใกล้) ทำให้นักเรียนที่อยู่ต่างอำเภอซึ่งเสียเปรียบอยู่แล้วเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น การที่เด็กได้เรียนโรงเรียนใกล้บ้านเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่นั่นหมายถึงศักยภาพในการให้การศึกษาของแต่ละโรงเรียนเท่ากัน หรือผู้เรียนมีศักยภาพเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่ความเป็นจริงก็ดังที่ทราบกันดี เด็กที่เรียนในโรงเรียนต่างอำเภอ หรือโรงเรียนขยายโอกาส จะต้องมาแข่งกับเด็กที่เรียนโรงเรียนประจำจังหวัดที่อยู่ในเมือง เมื่อจะเรียนต่อระดับชั้นที่สูงขึ้นและเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น ทั้งระดับชั้นมัธยมปลายและอุดมศึกษา
แม้ “เงื่อนไขพิเศษ” เป็นความพยายามจะนำสิ่งที่อยู่ใต้โต๊ะ หรือเส้นสาย ระบบอุปถัมภ์ มาไว้บนโต๊ะตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 เพื่อให้ชัดเจนและตรวจสอบได้ ผลที่ได้ในปีปัจจุบันยังคงเป็นสีเทาเข้ม ขาดความชัดเจนและความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล กลายเป็นการฟอกสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ดูดีขึ้นเท่านั้น และมีจำนวนที่คิดได้ถึง 20% ของจำนวนนักเรียนที่รับได้เกือบ 100 - 200 คน และมีระเบียบปฏิบัติที่ทำได้หรือไม่ กับจำนวนที่โรงเรียนแสดงในการรายงานหลังปิดรับสมัครวันสุดท้ายเพียง 10 กว่าคน แต่วันประกาศผลมีนักเรียนเงื่อนไขพิเศษงอกเพิ่มเป็นกว่า 100 คน
คำถามมีว่านักเรียนต่างอำเภอ นักเรียนลูกชาวบ้าน คนทำนาทำไร่ที่มีโอกาสน้อยกว่า จะใช้สิทธิเป็นนักเรียนเงื่อนไขพิเศษได้หรือไม่ กระทรวงศึกษาธิการใช้งบประมาณปีละกว่า 4 แสนล้านบาท เด็กใช้เวลาเรียนมากกว่า 1 หมื่นชั่วโมงต่อปี แต่สัมฤทธิ์ผลการเรียนรั้งท้าย ถ้าไม่แก้ไขอย่างจริงจัง เราจะมีความหวังกับอนาคตของชาติได้อย่างไร สส. รัฐมนตรี บุคคลสาธารณะถูกวิจารณ์อยู่เสมอ ฉะนั้น บุคลากรทางการศึกษาทุกระดับต้องตรวจสอบวิจารณ์ได้ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ถูกต้องเป็นจริงสอดคล้องกับความก้าวหน้าของโลกยุคใหม่









