จากพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์หลังประกาศผลโอเน็ต (ปี 2554) ว่า ช็อก! นร.ไทย ตกโอเน็ตยกประเทศ ชี้การเรียนการสอนแย่
สรุปสาระได้ว่า คะแนนเฉลี่ยวิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นักเรียนยังคงทำคะแนนได้ไม่ถึงร้อยละ 50 เหมือนเดิม และบางวิชายังมีค่าเฉลี่ยที่เลวร้ายลงกว่าเดิมด้วย โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษที่คะแนนต่ำมากเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี 2552 นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยภาษาอังกฤษได้ร้อยละ 23.98 และคณิตศาสตร์ทำได้ร้อยละ 28.98 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตกต่ำลง
คำถามที่ว่า “มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาและยกสัมฤทธิ์ผลการเรียนของนักเรียนหรือไม่?” ตอบได้ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามมาหลายปี แต่ยังไม่ได้ผลดี เนื่องจากการปฏิรูปการศึกษายังเน้นไปที่การปฏิรูป “โครงสร้างองค์กร” โดยไม่ได้คำนึงถึง “การบริหารจัดการ” ที่มีประสิทธิภาพ ดังที่ทราบกันดีว่า งบประมาณเพื่อการศึกษาไทยสูงกว่าหลายประเทศแต่คุณภาพการศึกษากลับด้อยกว่า ส่วนการพัฒนาครู ซึ่งมองว่า เป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนนั้น ก็ได้ใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาครูจำนวนไม่น้อย ประเด็นนี้จึงต้องติดตามดูว่า “พัฒนาครูอย่างไรจึงไม่ได้ผล” และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เท่าที่ได้ติดตามผลการพัฒนาครูที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการอบรมครูครั้งละจำนวนมากในระยะสั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดการติดตามผลหลังการอบรม
การถอดบทเรียนจากการทำวิจัยและพัฒนาที่ได้ทดลองดำเนินการมาประมาณ 2 ปี จากโครงการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาการเรียนรู้ หรือ Local Learning Enrichment Network (LLEN) ที่ริเริ่มโดย สกว. และมหาวิทยาลัย 15 แห่ง ดำเนินการร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ช่วยชี้คำตอบสำหรับเป็นแนวทางอย่างน้อย 2 ประการ กล่าวคือ 1) เปลี่ยนระบบการจัดการใหม่ และ 2) เปลี่ยนวิธีการพัฒนาครู
การเปลี่ยนระบบการจัดการใหม่ คือ ให้เป็นการจัดการในพื้นที่มากขึ้น และจัดการในลักษณะเครือข่ายแนวนอนเน้นเพื่อดึงพลังจากทุกส่วนในสังคม (All for Education) เท่ากับการกระจายอำนาจการจัดการจากส่วนกลางมายังพื้นที่ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษา แทนการดำเนินภายในกรอบอำนาจสั่งการและกฎระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งไม่เอื้อต่อการระดมสรรพกำลังหรือทรัพยากรที่รวมทั้งความรู้ คน เงิน แหล่งเรียนรู้ต่างๆ การจัดการใหม่ในพื้นที่นี้ มีคณาจารย์มหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นแกนหลักในการจัดการ มีหลายภาคีเข้ามาร่วมซึ่งแต่ละภาคีจะมีบทบาทแตกต่างกันไป
บทเรียนจากจังหวัดเพชรบุรี คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี เป็นแกนหลักในการจัดการผนึกกำลังกับเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ อาทิเช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ต่อมาเป็นสำนักงานเขตประถมศึกษา) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน ครูสกุลช่าง เครือข่ายผู้ปกครอง เครือข่ายครู ฯลฯ ร่วมกันปรับการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาที่สอดคล้องกับท้องถิ่น ใช้งานสกุลช่างเมืองเพชร 8 สกุลช่างบูรณาการกับสาระหลัก ได้แก่สาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย และที่สำคัญได้แก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งขาดแคลนครูควบคู่ไปด้วย ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กรวมตัวกันเป็นเครือข่าย จัดตารางการเรียนรวมกัน ใช้ครูร่วมกัน โดยพานักเรียนไปเรียนกับครูต่างโรงเรียน ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนยานพาหนะรับส่งนักเรียนจาก อบต. กรณีนี้ ดร.ไกร บุญบันดาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้กล่าวว่า “ปัญหาการศึกษาในพื้นที่เหมือนฝุ่นเข้าตา ทุนในพื้นที่ก็มี แต่ไม่ได้ร้อยเรียงให้เกิดผลเต็มที่ เมื่อมีการประสานงาน ก็จะเกิดความร่วมมือทั้งจังหวัด....”
ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดลำปาง คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีและมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางเป็นแกนในการจัดการเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและลำปาง นอกจากได้สร้างเครือข่ายกับโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว ยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็น “จุดเด่น” มากในสองจังหวัดนี้ คือ ในสุราษฎร์ธานี ได้สร้างเครือข่ายกับกลุ่มสนใจทางการศึกษาในจังหวัด ซึ่งได้จัดตั้ง “เครือข่ายต้นกล้าปัญญา” มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลทักษิณ (นพ.บรรจบ มานะกุล) เป็นประธานเครือข่าย ส่วนที่ลำปางได้รับความร่วมมือจากบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแม่เมาะ และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (ลำปาง) ฯลฯ
จากสามกรณีดังกล่าว การที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยและกลุ่มผู้สนใจไปช่วยพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในฐานะพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษา ทำให้สัมฤทธิผลการเรียนของนักเรียนดีขึ้นเห็นได้ชัดจากผลการทดสอบหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กด้วย ทั้งนี้เป็นผลจาก “การเกิดเครือข่ายครู” ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูด้วยกัน และมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงเรียน ส่งผลให้ผู้ปกครองนำบุตรหลานกลับมาเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน ทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกต่างก็มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน จำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ลดลงกลับเพิ่มขึ้น
ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง ญี่ปุ่นฯลฯ มหาวิทยาลัยลงไปช่วยพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ทั้งแบบรัฐจัดสรรงบประมาณลงไปให้มหาวิทยาลัยดำเนินงาน และที่มหาวิทยาลัยริเริ่มและดำเนินงานเอง ซึ่งเท่ากับใช้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้และทรัพยากรอยู่ได้ทำหน้าที่บริการวิชาการแก่ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ
(ติดตามตอนต่อไป)








