ยังจะขอนำเอาเรื่องราว ความไม่เอาไหน ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูแลทุกข์สุขของราษฎรมานำเสนอต่อเนื่อง
ให้ท่านผู้อ่านและผู้มีอำนาจได้ช่วยหาทางเยียวยาแก้ไข ต้องยอมรับว่า “มาตรฐานการแก้ปัญหาให้คนด้อยโอกาสในสังคมและการให้ความเป็นธรรมกับคนในประเทศนี้ยังลักลั่นและมีหลายมาตรฐานอยู่เช่นเดิม” ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกกี่รอบ เพราะทุกคนมองตัวเองและพวกพ้องเป็นที่ตั้ง
วันก่อนได้ชมรายการ “ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย” มีกรณีนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ซึ่งเป็นแกนนำคนในเทศบาลบางไทร ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตกลางวันแสกๆ ถึงจะจับคนยิงได้ แต่ยังไม่สามารถสาวไปถึง “ผู้จ้างวาน” ทั้งที่เวลาผ่านมานานแรมปี เรื่องนี้จุดใหญ่ใจความมาจาก “การชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีเศษที่ผ่านมา” ไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึงเป็นธรรม และสำคัญ คือ มี “การอม” หรือ การคอร์รัปชันที่แฝงเร้นอยู่ทุกซอกมุมของสังคมไทย
เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของความเป็นมนุษย์ที่ยังมี “กิเลศ อยากได้อยากมี เหมือนกันทุกคน” ซึ่งเป็น “จุดอ่อน” จุดหนึ่งที่คนเป็นนักการเมือง หรือ คนที่เข้าใจพื้นฐานความเป็นมนุษย์ตรงนี้ สามารถนำเอาไปใช้ให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง ความนิยม เช่น บริษัทห้างร้าน จัดรายการ ลด แลก แจก แถม ชิงโชค เอาบ้าน เอาเงินมาล่อ เปิดฝาขวดได้ทองได้เงิน ทำกันมาหลายแห่ง ได้รับเงินจริงบ้าง ฟ้องร้องกันก็มีให้เห็น ส่วนนักการเมืองก็นำเอาวิธีการคล้ายๆ กันไปใช้ในการ สนับสนุน หรือ รักษาฐานที่มั่นของตนโดยเงินเยียวยาทั้งหลาย มาจาก “ภาษีอากร” ที่พวกเราทุกคนมีหน้าที่ต้องจ่ายในทุกๆ รอบปีงบประมาณ
ดังนั้น การ “ฆ่าแกงกัน แย่งชิงทรัพยากรกัน” ดูๆ อีกด้านหนึ่งเหมือนจะเป็นเรื่องปลายเหตุ เพราะต้นเหตุอยู่ที่การใช้แนวคิดวิธีการ สร้างให้คนเกิดความ “อยากได้ อยากมี แข่งขันเอาชนะคะคานกัน” เป็นการผลักคนในสังคมให้เกิดความแตกแยกโดยไม่รู้ตัว เพราะคนที่ได้มากก็ดีใจ คนได้น้อยก็อยากได้เท่าหรือมากกว่าคนที่ได้ไปก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องในการบริหารจัดการที่รัฐบาลหลายๆ ยุค พยายามหาคะแนนนิยมจากประชาชน แต่ขาด “ฐานข้อมูล” หรือ “คิดตื้นเกินไป” คิดว่า มีเงินแจกเงิน มีของใช้ไม่สอยแจกไปไม่อั้น คนจะพอใจ แต่ลืมไปว่า สำมะโนประชากร ข้อมูลสำคัญทั้งอาชีพ รายได้ เชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ในแต่ละชุมชน ไม่เคยมีการแก้ไขให้ทันสมัย หรือ มีก็มักอ้างปัญหาการทะลักของแรงงานแฝงบ้าง อ้างโน่นอ้างนี่ เพื่อให้ความรับผิดพ้นตัว
แต่ที่น่าเสียดาย คือ เหตุการณ์ต่างๆ บานปลายให้เห็นชัดเจน เมื่อ คนรักษากฎหมายทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ หรืออย่างร้ายแรง คือ ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ “คนเริ่มไม่กลัวเกรงกฎหมาย” กฎกติกา การใช้รถใช้ถนน ไม่มีใครกลัวตำรวจ ไม่มีใครกังวลว่า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หรือ ใช้อุปกรณ์ส่วนควบที่ผิดกฎหมายจะถูกจับกุม เพราะคิดว่า “เงินซื้อได้ อิทธิบารมีเคลียร์ได้” สิ่งเหล่านี้ปรากฏให้เห็นชัดๆ ทั้งในคดีข้างต้น ทั้งในคดีที่ผ่านไปก่อนหน้านี้หลายคดีซึ่งมีผู้มีอิทธิพลหลายต่อหลายคนถูกจับกุมดำเนินคดี แต่วิธีการปฏิบัติและสิทธิพิเศษกลับมีมากกว่า นักโทษธรรมดาสามัญทั่วๆ ไป
สังคมเมื่อเกิดการเรียนรู้ ความไม่เป็นธรรม และรัฐบาลก็เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ฝ่ายค้านก็ยังเลือกทำหน้าที่เฉพาะเรื่องที่ตัวเองได้รับผลกระทบ ประชาชนจะหันไปพึ่งใครได้ กรณี “บุกรุก ทำลายป่าเขา สร้างรีสอร์ท” ถึงวันนี้ ตั้งแต่ คุณ ดำรง พิเดช เกษียณอายุราชการไป ไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งที่คดีสิ้นสุดถึงศาลฎีกา ถ้าถึงขนาดนี้ ไม่เชื่อฟังยังจะดิ้นรน ใช้ “มวลชนบ้าง ใช้อิทธิพลของนักการเมืองหรือองค์กรต่างๆ มากดดัน” ไม่ยอมปฏิบัติตาม ขื่อแปของสังคมจะเอาไว้ตรงไหน ยังมีคดีค้างเก่าและไม่มีความคืบหน้าให้สังคมได้รับรู้อีกมาก ผมจะทยอยนำมา “ทวงถาม” ให้อย่างน้อยผู้เกี่ยวข้องได้เกิดสำนึกหรือ “ความละอาย” ใน “ความไม่เอาไหนของแต่ละตัวคนกันบ้าง” ก็ถือว่า ผมได้ทำหน้าที่ของพลเมืองดี หากจะช่วยให้สังคมนี้ได้ตื่นขึ้นจากความหวาดกลัวและไม่มองอะไรเป็นเรื่องธุระไม่ใช่กันได้บ้างก็ยังดี








