ผู้เขียนได้เขียนถึงขบวนการยึดครองไปหลายครั้งแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เคยได้กล่าวถึงเลยก็คือการสะท้อนภาพของขบวนการยึดครองผ่านมุมมองแบบพุทธ
Do you hear the people sing? คุณได้ยินเสียงฝูงชนเพรียกร้องไหม?
Singing a song of angry men? เสียงบทเพลงของผู้คนที่กราดเกรี้ยว?
It is the music of a people นี่เป็นบทเพลงของเหล่าฝูงชน
Who will not be slaves again! ผู้ไม่ยอมเป็นข้าทาสอีกต่อไป!
ผู้เขียนขอเปิดบทความนี้ด้วยท่อนปิดท้ายแผ่นที่หนึ่งของซีดีเพลงประกอบละครเวทีชื่อก้อง “Les Miserables” หรือ “เหยื่ออธรรม” ของนักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศส วิกเตอร์ อูโก ที่ชื่อว่า “คุณได้ยินเสียงฝูงชนเพรียกร้องไหม?” บทเพลงประกอบละครเวทีเรื่องนี้หลายเพลงได้ถูกกล่าวขวัญอย่างชื่นชมมาเป็นเวลานานในหลายประเทศแล้วการเพรียกร้องของฝูงชนชาวฝรั่งเศสในยุค 1840 นั้นเกี่ยวเนื่องอย่างไรกับขบวนการยึดครองในศตวรรษที่ 21 และโยงใยอย่างไรกับมุมมองแบบพุทธ
ผู้เขียนได้เขียนถึงขบวนการยึดครองไปหลายครั้งแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เคยได้กล่าวถึงเลยก็คือการสะท้อนภาพของขบวนการยึดครองผ่านมุมมองแบบพุทธ เลวิส ริชมอน ชาวตะวันตกผู้สนใจและศึกษาพุทธศาสนา แสดงให้เห็นมุมมองแบบพุทธที่ตระหนักว่า เสียงเพรียกร้องอันกึกก้องของผู้คนร้อยละ 99 ในขบวนการยึดครองสะท้อนให้เห็นการตื่นรู้ของผู้คนซึ่งเปรียบได้กับการตื่นรู้ของพระพุทธเจ้าอันสืบเนื่องมาจากการที่พระองค์ได้ทรงเสด็จออกมานอกพระราชวังและได้เผชิญหน้ากับเทวทูตทั้ง 4 อันได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวช
การตื่นรู้จากการเผชิญหน้าในครั้งนั้นของเจ้าชายสิทธัตถะเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการตั้งคำถาม การแสวงหาหนทาง และการตรัสรู้ การตื่นรู้และเผชิญหน้ากับปัญหาอันสืบเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในด้านต่างๆ ของผู้คนจำนวนมากในขบวนการยึดครองก็เป็นไปในท่วงทำนองเดียวกันนั่นเอง แต่หากการตื่นรู้ของพระพุทธองค์จะแผ้วถางทางไปสู่เป้าหมายระดับโลกุตตระหรือนิพพาน ก็ไม่ได้หมายความว่าได้ทรงลืมเลือนหรือละเลยเป้าหมายระดับโลกิยะเป้าหมายระดับโลกิยะอันได้แก่การเรียกหาความเสมอภาคและความยุติธรรมผ่านการตั้งคำถามต่อระบบทุนนิยมและประชาธิปไตยแบบตัวแทนจึงสำแดงให้เห็นผ่านเสียงเพรียกร้องและบทเพลงอันกราดเกรี้ยวของฝูงชนร้อยละ 99 แต่บทเพลงอันเกรี้ยวกราดนี้สอดคล้องต้องกันหรือไม่กับมุมมองแบบพุทธ
ท่านดาไลลามะได้เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าที่จะเกิดการก่อตัวของขบวนการยึดครอง แต่สามารถที่จะนำมาใช้เทียบเคียบเพื่อให้เห็นมุมมองของพุทธได้ว่า แม้ว่าแนวคิดแบบพุทธจะตระหนักถึงและให้ความสำคัญกับเสียงเพรียกร้องและบทเพลงอันเกรี้ยวกราดของฝูงชนเหมือนที่พวกฝ่ายซ้ายตระหนักและให้ความสำคัญ แต่สำหรับวิถีทางของพุทธนั้น เสียงเพรียกร้องและบทเพลงอันมีท่วงทำนองอันกราดเกรี้ยวจะส่งผลให้เกิดความคับข้องและสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังและก่อให้เกิดความรุนแรง และแม้ว่าเป้าหมายที่ฝูงชนต้องการจะเป็นสิ่งที่ดีแต่หนทางไปสู่เป้าหมายนี้อาจจะไม่สอดคล้องต้องกัน เนื่องจากการเติมเต็มหนทางดังกล่าวด้วยห่ากระสุนของความเกลียดชังและเกรี้ยวกราดนั้นอาจไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือชัยชนะอย่างแท้จริงและถาวรของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ดังที่เราได้เรียนรู้จากนวนิยายเรื่องเหยื่ออธรรมนี้
ถ้าเป็นเช่นนั้นมุมมองของพุทธที่มีต่อขบวนการยึดครองเป็นเช่นไร แน่นอนว่ามุมมองแบบพุทธนี้มีรากฐานอยู่บนธรรมะอันเป็นแก่นแกนของพุทธ โดยแก่นแกนที่สำคัญก็คือ อหิงสา หรือการปราศจากความรุนแรงซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของขบวนการยึดครองที่มุ่งเน้นการต่อสู้ที่ไม่รุนแรงแต่วิถีการต่อสู้ที่ปราศจากซึ่งความรุนแรงก็ไม่ได้หมายความว่าต้องการทำให้บทเพลงที่เกรี้ยวกราดของฝูงชนนี้เชื่องหรือลดพลังลงเพื่อนำฝูงชนตั้งแถวเดินถอยหลังกลับไปยอมจำนนและจำยอมต่อระบบอย่างเซื่องๆ อีกครั้งในทางตรงกันข้าม การไม่รับฟังเสียงเพรียกร้องของผู้คนและความพยายามทำให้ฝูงชนหันหลังกลับไปยอมจำนนอย่างเซื่องๆ กลับเป็นการหลีกหนีจากปัญหาและยอมรับความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ปรากฏอยู่ และนี่ก็ไม่ใช่วิถีทางของอหิงสา
นักสันติศึกษาชื่อก้องอย่าง โยฮัน กัลตุง พิจารณาว่าความรุนแรงและการเอารัดเอาเปรียบนั้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นแบบชัดแจ้งแบบที่เห็นกันจะจะ ต่อหน้าต่อตาเท่านั้น แต่ความรุนแรงและกดขี่ในสังคมนั้นสามารถดำรงอยู่อย่างมิดชิด แนบเนียน และซ่อนเร้นผ่านความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และพุทธแบบบริสุทธิ์ก็เป็นศาสนาหนึ่งที่มีแก่นแกนที่เอื้อต่อการลดความรุนแรงโดยตรงและเชิงโครงสร้าง
สิ่งสำคัญก็คือการทำให้มุมมองแบบพุทธเกาะเกี่ยวไปกับการลดความรุนแรงเชิงโครงสร้างให้ได้
และแน่นอนว่านี่เป็นประเด็นสำคัญและท้าทายต่อแนวคิดแบบพุทธ
ในพุทธศาสนามีธรรมะข้อสำคัญที่เรารู้จักกันดี คือ อริยสัจจ์ 4 ที่ประกอบไปด้วย ทุกข์ซึ่งก็คือเมื่อเผชิญหน้ากับความทุกข์ทั้งในระดับปัจเจกและสังคมก็ต้องมีการพินิจพิเคราะห์เพื่อเสาะแสวงหาสมุทัย อันได้แก่ต้นตอหรือสาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ เมื่อรู้ต้นตอและสาเหตุสำคัญของความทุกข์ก็จะทำให้เราสามารถแสวงหาหนทางแห่งการดับทุกข์อันได้แก่ มรรค ซึ่งถ้าเรานำเอาหนทางที่ผ่านการพินิจพิเคราะห์อย่างดีแล้วมาปฏิบัติก็จะทำให้เราพ้นจากทุกข์ ซึ่งก็คือ นิโรธ อันได้แก่การดับทุกข์
อริยสัจจ์ 4 นี้สอดคล้องต้องการกับความพยายามของขบวนการยึดครองในการเผชิญหน้าและตั้งคำถามกับปัญหาผ่านการพินิจพิเคราะห์และทะลวงผ่านม่านมายาแห่งอวิชชาที่ครอบคลุมไม่ให้ผู้คนมองเห็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่กำลังเผชิญอยู่ เหมือนเนื้อเพลงท่อนที่กระตุ้นถามว่า “คุณได้ยินเสียงฝูงชนเพรียกร้องไหม?” เพื่อมุ่งหน้าแสวงหาสาเหตุและหนทางแห่งการดับทุกข์
อย่างไรก็ตาม การแสวงหาต้นตอของความทุกข์หรือวิกฤตการณ์ในรูปแบบต่างๆ นี้ไม่อาจเป็นไปอย่างตัดขาดและแยกส่วนแบบที่เคยเป็นๆ มา แต่ต้องเป็นการมองแบบองค์รวมที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตาที่สาวไปหาเหตุปัจจัยที่ร่วมที่ก่อให้เกิดของความทุกข์ที่สะท้อนให้เห็นผ่านความรุนแรงเชิงโครงสร้างดังที่เคยกล่าวถึงไปแล้วเพราะมีแต่เพียงความเข้าใจและการปฏิบัติการที่ตรงประเด็นโดยปราศจากความรุนแรงเท่านั้นที่จะระงับบทเพลงอันกราดเกรี้ยวของฝูงชนที่เกรี้ยวกราดได้อย่างยั่งยืน
และแน่นอนว่านี่เป็นประเด็นสำคัญที่ท้าทายต่อขบวนการยึดครอง









