เดือนก่อนผมเล่าเรื่อง Currency War และได้กล่าวไปถึงอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าของเงินดอลลาร์
ถึงตอนนี้ภาพก็ชัดขึ้นนะครับ และผมก็ยังยืนยันความเห็นของผมเหมือนเดิม
ในเดือนนี้ ผมนึกขึ้นมาได้ว่าข่าวคราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดการเงินแล้ว ผู้คนก็อาจจะหลงลืมประเด็นบางประเด็นไป ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็เลยขอโอกาสนี้ในการเตือนความจำหรือสะกิดท่านผู้อ่านเอาไว้บ้าง เพื่อความปลอดภัยของพวกเราเองนะครับ ขอเริ่มเลยนะครับ
1. ซื้อของ ต้องได้ของเมื่อจ่ายเงิน ฟังดูก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่บังเอิญมันเกิดเรื่องไม่ธรรมดาขึ้น เมื่อท่านซื้อทอง (จะเป็นทองแท่งหรือทองรูปพรรณ) เมื่อจ่ายเงินสดๆ แล้ว ท่านต้องได้ทอง หากท่านได้เพียงกระดาษหนึ่งใบสัญญาว่าจะส่งมอบทองในอนาคต นั่นหมายถึงความเสี่ยง (Settlement Risk) ที่ท่านได้รับเพิ่ม หลายท่านอาจจะ “ประเมินต่ำ” ในเรื่องดังกล่าว ก็คงจะห้ามไม่ได้ แต่ขอให้รับรู้ไว้ว่ามีความเสี่ยงเพิ่มเติม
2. ของมีขึ้นมีลง หุ้นขึ้นย่อมมีลง ทองขึ้นย่อมมีลง ไม่มีสิ่งที่เป็นขาเดียว (ONE WAY) โดยปกติตามธรรมชาติของมนุษย์ย่อมมีความโลภ ความหวัง และการปลอบประโลม เมื่อได้กำไรจากของที่ตนมีก็มักจะ “ขออีกหน่อย” และหากของนั่นราคามัน “หล่นตุ้บ” ลงมา ก็มีความหวังว่าราคามันจะขึ้นไปเหมือนเดิม แต่หากมันยังคงลงมาเรื่อยๆ ก็ปลอบใจตัวเองว่า “ไม่เป็นไร” ถือเป็น “การลงทุนระยะยาว” ไม่ว่าจะเป็นความโลภ (Greed), ความหวัง (Hope) และการปลอบประโลม (Comfort) ล้วนเป็นศัตรูที่แท้จริงของบรรดา trader ทั้งหลาย
หาก trader คนใดมีความสามารถในการควบคุม “ใจ” ตัวเอง ด้วยการมีวินัยได้ก็จะสามารถรอดพ้นความเสียหายแบบ “หายนะ” ได้ และการควบคุมใจตัวเองนั้นสามารถนำไปใช้ประยุกต์ได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ทองคำ หากเรายังไม่ลืมเสียก่อนทองคำ “วิ่งเร็วและวิ่งไกล” เป็นอย่างมากใน 2 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2555 ผมยังได้เคยเขียนบทความเตือนสติเรื่องการเทรดทองเอาไว้ในปีที่แล้ว ก่อนที่ราคาทองจะ “top out” ไปประมาณราคา 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตอนนี้ก็คงจะต้องมาดูกันว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
3. วัฏจักรทางเศรษฐกิจยังคงใช้ได้อยู่เสมอ สมัยเรียนเศรษฐศาสตร์ยังเป็นละอ่อนอยู่ ก็สงสัยว่าวิชาเศรษฐศาสตร์วิชาแรก (คือวิชาสังคมเศรษฐกิจ) อาจารย์เปิดคอร์สด้วยการบอกเราถึงวัฏจักรทางเศรษฐกิจ ดูเหมือนมันจะไม่เกี่ยวข้องกับชื่อวิชาเลย พอเรียนไปเรื่อยๆ ก็สังเกตว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนสูงขึ้นตามลำดับ ก็ใช้นโยบายทางเศรษฐกิจหรือปฏิกิริยาของผู้คนและตลาดมักจะเกิดขึ้น / ดำเนินไปตาม cycle ดังกล่าว ก็เลยเรียนรู้จากตอนนั้นว่า Economic Cycle จะเป็นตัวบอกเราว่า เมื่อไรที่จะต้อง “หนี” เมื่อไรที่จะต้อง “บุก” และเมื่อไรที่จะต้อง “เก็บตัว” เพียงแต่ยุคปัจจุบันจะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น และทำให้การวิเคราะห์ถึงสถานะของระบบเศรษฐกิจอาจจะมี “เพี้ยน” ไปจากสิ่งที่วิเคราะห์บ้าง
สมัยก่อนจาก “รุ่ง” ถึง “ร่วง” จะอยู่ประมาณ 10 ปี แต่ปัจจุบัน boom to bust อาจจะยาวนานกว่านั้น โดยที่ “ระหว่างทาง” ก็จะมี mini boom and mini bust อยู่หลายครั้ง อย่างไรก็ตามหากเราเข้าใจธรรมชาติของยุครุ่งหรือยุคร่วง และติดตามอย่างใกล้ชิดกอปรกับเรื่องวินัยในการเทรดที่กล่าวถึงในข้อ 2 และเข้าใจ และบริหารจัดการความเสี่ยงที่กล่าวถึงอยู่บ่อยๆ โอกาสที่เจ็บตัวจะน้อยลงมาอย่างมากนะครับ
4. ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี บางคนอาจจะเถียงว่าไม่จริง มีตายฟรีกับเจ็บฟรี ก็อาจจะจริงนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองไทย เพียงแต่ผมจะไม่ใช้เวลาตรงนี้ไปอภิปรายเรื่องนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่าสินค้าหรือบริการในระบบเศรษฐกิจย่อมมีต้นทุนทั้งสิ้น ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ต้นทุนที่เกิดจากการจัดหามาหรือได้มา แต่อาจจะเป็นต้นทุนที่พวกเราอาจจะมองข้ามไป เช่น ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) การได้มรดก 500 ล้านมา อาจจะดูเหมือนว่ามันเป็นของฟรี เอาไปฝากแบงก์กินดอกเบี้ย 3% ดูเหมือนดี (หากไม่โดน “ไซปรัส” ซะก่อน) นักลงทุนที่ดีก็ต้องสามารถ บอกได้ว่า Opportunity Cost ของเงิน 500 ล้านนั้นมันเป็นเท่าไร และจะต้องเป็นแบบนับรวมความเสี่ยงเข้าไปแล้วด้วย (Risk Adjusted)
หากเราทำแบบนี้ได้การทำการเปรียบเทียบก็จะมีประสิทธิผลมากขึ้น ส่งผลให้การลงทุนของเราได้รับการบริหารจัดการ และท้ายที่สุดมีผลตอบแทนที่น่าพอใจ สิ่งที่มักเป็น “ม่านบังตา” ของผู้คนก็คือ มักจะไปฟังเรื่องที่ประสบความสำเร็จ (Success Story) ของคนอื่น โดยไม่มองดูหรือมองข้ามความล้มเหลว (ครั้งแล้วครั้งเล่า) ซึ่งก็จะทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อนไปได้
ทั้ง 4 ข้อ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็จะพบว่าไม่ใช่เรื่องใหม่เลย หากติดตามคอลัมน์ของผมก็จะทราบว่าเป็นเรื่องที่ผมบอกเล่ามาโดยตลอดและอย่างสม่ำเสมอ หากท่านจะนำทั้ง 4 ข้อนี้มาพิจารณาโดย “จับ” เข้ากับคำถามดังต่อไปนี้ ท่านก็จะสามารถตัดสินใจได้ว่าท่านจะทำอย่างไรต่อไป
1. ตั้งแต่ปี 2540 คือตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งจนถึงปัจจุบันเคยมีวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วกี่ครั้ง มันเป็นแบบเต็มรูปแบบ หรือแบบ “mini” แล้วท่านได้รับประโยชน์หรือความเสียหายแค่ไหน อย่างไรบ้าง หากท่านยังอยู่ดี กินอิ่มนอนหลับก็หมายถึงมันยังมาไม่ถึง หากเริ่มโลภก็หมายถึงมันกำลังจะมา
2. ราคาทองคำที่วิ่งตั้งแต่ราคา 600-700 เหรียญต่อออนซ์เมื่อปี 2007-2008 หรือก่อนหน้านั้นเมื่อปี 1997 ที่ประมาณ 350 เหรียญ ไปจนถึง 1,800 กว่าเมื่อปีก่อน แล้วลงมาที่ระดับปัจจุบัน น่าจะพอหรือยัง คำตอบของท่านจะสะท้อนว่าท่านเป็นtraderแบบไหน
3. มีอะไรรอบตัวเราบ้างที่เราจ่ายเงินเพื่อซื้อ แต่เรายังไม่ได้ของ ลอง list ออกมาดู หากมีมากย่อมสะท้อนว่าพฤติกรรมด้านการบริโภคเริ่มบิดเบี้ยว ซึ่งหมายความถึง เรากำลังมีความเสี่ยงในการส่งมอบ (Settlement Risk) มากเกินจำเป็น และไม่ได้รับการบริหารจัดการ
4. โครงการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วและจะดำเนินการต่อไป เราเคยได้รับการอธิบายจากผู้รู้ หรือวิเคราะห์เอาเองก็ได้ว่า มันมีที่มาที่ไปทางด้านการเงินอย่างไร จะหาเงินที่ไหนมาจัดการ แล้วจะหาทางคืนเงินเขาได้หรือไม่ หากเราต้องไปกู้เขามา และคำถามสำคัญ ประโยชน์ที่เราจะได้มันจะคุ้มกับการต้องเป็นหนี้ (หากกู้มา) หรือคุ้มกับการที่นำเงินดังกล่าวไปทำอย่างอื่น
หากท่านหาคำตอบได้ทั้ง 4 คำถาม ท่านก็จะเตรียมตัวรับสถานการณ์ต่างๆ ได้พร้อมขึ้นนะครับ เช่นเคยความเห็นทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว และโปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้ด้วยครับ









