วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องมียุทธศาสตร์ ความมั่นคงระหว่างประเทศ

เหตุการณ์ตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี แม้โดยรวมแล้วเรายังเชื่อว่าเป็นคำขู่ แต่สถานการณ์ครั้งนี้ เป็นการบ่งชี้ให้รัฐบาลไทย

ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ตระหนักถึงการมียุทธศาสตร์ ระหว่างประเทศเกี่ยวกับความมั่นคง แม้ว่าเหตุการณ์จะไม่เกิดภายในดินแดนไทย แต่ในโลกยุคใหม่เหตุการณ์ทุกมุมของโลก ล้วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน และมักจะกดดัน และบีบให้แต่ละประเทศต้องเลือกข้าง ดังนั้นประเทศไทยต้องมี"ทีม"ที่คิดและวางยุทธศาสตร์ต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของโลก เพราะเมื่อเกาะติด ติดตาม แนวนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน ยังไม่มีความชัดเจนและเด่นชัดพอที่จะรับมือเรื่องยุ่งยากในอนาคตได้ เนื่องจากการเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีและคณะที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงการสานสัมพันธ์ตามปกติ ทางการทูตเท่านั้นเอง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของรัฐบาลเกาหลีเหนือได้เผยแพร่แถลงการณ์จากรัฐบาล ประกาศว่า ประเทศอยู่ในสถานะสงครามแล้ว และทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ 2 เกาหลีจะถูกดำเนินการไปตามระเบียบปฏิบัติเมื่อประเทศเข้าสู่สงคราม นอกจากนั้นแถลงการณ์ ระบุด้วยว่าการยั่วยุใดๆ ใกล้กับพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ทั้งบนบกและในทะเล จะนำไปสู่กรณีพิพาทเต็มขั้น และสงครามนิวเคลียร์ และจะไม่ทนต่อการยั่วยุของสหรัฐ และเกาหลีใต้ และจะใช้กำลังทหารโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า นอกจากนั้นยังมีรายงานข่าวด้วยว่า ณ กรุงเปียงยาง เมืองหลวงเกาหลีเหนือ ทหารนับหมื่นนายได้ร่วมชุมนุมแสดงพลังสนับสนุนนายคิม จอง อึน ในบริเวณจัตุรัสกลางกรุง เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้นำรุ่นหนุ่มครั้งนี้ ขณะที่กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ออกมาตอบโต้ในเรื่องดังกล่าวว่า ท่าทีของเกาหลีเหนือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสันติภาพและเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี โดยระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงโซล นายคิม มิน ซก โฆษกกระทรวงบอกว่า ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือก็มีพฤติกรรมทำนองนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการฉีกข้อตกลงหยุดยิง และข้อตกลงไม่คุกคามซึ่งกันและกัน การตัดสายโทรศัพท์ฮ็อตไลน์ทางการทหารการเข้าสู่โหมดการเตรียมพร้อมทางการทหารระดับ 1 จนท้ายที่สุดก็เข้าสู่ภาวะสงครามเต็มขั้น

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดเว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ได้เผยแพร่เอกสารข่าว กรณีที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีนั้น ทางสถานเอกอัครราชทูต ระบุว่าในปัจจุบัน ทางการเกาหลีใต้ไม่ได้ยกระดับการแจ้งเตือนภัยหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้ง ท่าอากาศยานนานาชาติต่าง ๆ ในเกาหลีใต้ ก็ยังให้บริการเป็นปกติ นอกจากนั้น การดำเนินธุรกิจในเกาหลีใต้ ยังอยู่ในสภาวะปกติ โดยในวันที่ 1 เมษายน 2556 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีมูลค่าการซื้อขายลดลงเพียง 0.44 จุด ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก ที่สำคัญ ชาวเกาหลีใต้ยังใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ส่วนการกระทรวงแรงงานของไทย ระบุว่าได้เตรียมมาตรการแผนอพยพแรงงานไทยที่อาศัยอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีใต้กว่า 43,000 คน

เราเห็นว่าแม้สถานการณ์โดยรวม น่าจะเป็นการ"ขู่"หรือสงครามน้ำลาย แต่รัฐบาลไทย ต้องเตรียมรับมือตั้งแต่เนิ่นๆในกรณีที่หากเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ เหตุที่นักวิเคราะห์การเมืองทั่วไปมองว่าเป็นการขู่ เนื่องจากผู้นำเกาหลีเหนือคนใหม่ เน้นที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจมากกว่า และเศรษฐกิจโสมแดงกำลังไปได้สวย แต่ในแง่ของประเทศอำนาจนิยม ผู้นำย่อมต้องแสดงบารมี ที่เข้มแข็งออกมาให้เห็นบ้าง เช่นเดียวกับสหรัฐ ที่ต้องออกมาซ้อมรบบริเวณเกาหลีใต้ เพื่อ"ขู่"ออกมาเช่นกัน เป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลโสมแดง เข้ามาอยู่ในกรอบ ที่สหรัฐเป็นผู้กำหนด ขณะเดียวกันอาจจะเป็นการกดดันผ่านไปยังจีนเพื่อไม่ให้มีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น ซึ่ง ปรากฏการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชีย เราเชื่อว่าจะเกิดขึ้นอีกหลายจุด เช่นความขัดแย้งหมู่เกาะระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเป็นต้น ดังนั้นสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในระยะยาวที่ชัดเจน