วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รีเสิร์ฟ รีไคว์เม้นท์’ เครื่องมือดับร้อนฟองสบู่?

ในช่วงที่สินเชื่อเติบโตร้อนแรง “ฟองสบู่” กำลังก่อตัวขึ้น แต่เครื่องมือด้าน “ดอกเบี้ยนโยบาย”

กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีแรงกดดันให้ต้องระวังในเรื่อง “เงินทุนเคลื่อนย้าย” ที่อาจไหลเข้ามาปั่นฟองสบู่ให้เติบโตเร็วยิ่งขึ้นนั้น ..ตอนนี้เริ่มมีนักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คนออกมาถามหา เครื่องมือนโยบายการเงินด้านอื่นๆ ที่พอจะช่วยดับความร้อนแรงของสินเชื่อและฟองสบู่เหล่านี้ลงกันบ้างแล้ว

หนึ่งในเครื่องมือที่มีการกล่าวถึงกันมากสุดตอนนี้ คือ เครื่องมือที่เรียกว่า Reserve Requirement หรือ การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์

สำหรับ Reserve Requirement ถือเป็นเครื่องมือการเงินที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศนำมาใช้เพื่อ “บริหาร” ปริมาณเงินในระบบ บางประเทศนิยมใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อลดความร้อนแรงการปล่อยสินเชื่อ เช่น จีน ที่ปัจจุบันกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไว้ในระดับ 18% และบางช่วงเคยขึ้นไปสูงถึง 24%

ขณะที่ของไทยนั้น ปัจจุบัน แบงก์ชาติ ขีดเส้นไว้ที่ 6% แต่ในจำนวนนี้กำหนดให้เป็น “เงินสด” เพียงแค่ 1% เท่านั้น ที่เหลืออีก 5% สามารถถือในรูปของตราสารหนี้ได้ และด้วยสัดส่วนขั้นต่ำเพียง 6% นี้ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ ท่าน (โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ในหมวกนักวิชาการ ไม่ได้สังกัดสถาบันการเงิน) มองว่า แบงก์ชาติ ควรกำหนดสัดส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์เพิ่ม

ข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้มองว่า การที่ ธนาคารพาณิชย์ ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเพิ่มนั้น นอกจากจะช่วยลดความร้อนแรงในการขยายตัวของสินเชื่อลงได้แล้ว ยังช่วย “ลดภาระ” การดูดซับสภาพคล่องของแบงก์ชาติลงได้ด้วย ซึ่งทำให้ภาระการขาดทุนของแบงก์ชาติลดลง พูดง่ายๆ คือ แบงก์ชาติสามารถผลักภาระการดูดซับสภาพคล่องบางส่วนไปให้ธนาคารพาณิชย์ทำหน้าที่เหล่านั้นแทนได้

อย่างไรก็ตามการทำแบบนั้น ก็มีนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เพราะห่วงว่าจะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งแน่นอนว่าธนาคารพาณิชย์คงไม่แบกต้นทุนเหล่านั้นไว้เอง ท้ายสุดคนที่รับภาระก็คงต้องเป็น “ประชาชน” หรือ “ลูกค้า” ของธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นนั่นเอง

สำหรับความเห็นในเรื่องนี้ ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ “อดีตผู้บริหารแบงก์ชาติ” 2 ท่าน ..ท่านหนึ่งเคยมีตำแหน่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ส่วนอีกท่านหนึ่ง ปัจจุบันท่านเป็น ประธานกรรมการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย “ดร.บัณฑิต นิจถาวร”

ทั้ง 2 ท่านไม่เห็นด้วยกับการนำ เครื่องมือ Reserve Requirement มาใช้มากนัก เพราะมองว่าเป็นการ “เหวี่ยงแห” เกินไป ซึ่งอาจไปกระทบกับสินเชื่อประเภทอื่นที่เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการได้ เช่น สินเชื่อภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ทั้ง 2 ท่านยังเสนอด้วยว่า วิธีที่ตรงไปตรงมาและน่าจะได้ผลดีสุด คือ เลือกทำมาตรการสำหรับสินเชื่อที่ไม่ต้องการสนับสนุน เช่น ถ้าเห็นว่าสินเชื่อครัวเรือนร้อนแรงเกินไป ก็เน้นการดูแลไปที่สินเชื่อประเภทนั้น เป็นต้น

ส่วนมุมมองของ “แบงก์ชาติ” ..ผมก็มีโอกาสสอบถามท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” เช่นกัน ..ท่านมองว่าการปรับขึ้น Reserve Requirement สำหรับประเทศไทยอาจไม่ได้ผลมากนัก เพราะแม้ปัจจุบันเกณฑ์ขั้นต่ำกำหนดที่ 6% แต่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ดำรงไว้สูงกว่าเกณฑ์แทบทั้งสิ้น

จากข้อมูลของ “แบงก์ชาติ” ณ วันที่ 22 ม.ค.56 พบว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไว้สูงถึง 3.13 ล้านล้านบาท เทียบกับเกณฑ์ขั้นต่ำ 6% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.6 แสนล้านบาท เท่ากับว่าธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันมีส่วนเกินที่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำถึง 2.47 ล้านล้านบาท ..ดังนั้นแล้วถึงแม้แบงก์ชาติจะเพิ่มเกณฑ์การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องขั้นต่ำ ก็คงไม่สะดุ้งแบงก์พาณิชย์มากนัก ยกเว้นแต่จะเพิ่มในสัดส่วนที่มีนัยะ!