ผ่านไปวาระแรกในสภาตามสูตร เมื่อวันศุกร์แล้ว 284:152 แต่ไม่ได้หมายความว่าความสงสัยคลางแคลง
และเสียงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ และติดตามการทำงานของรัฐบาลไปอีก 7 ปีจะลดลงแต่อย่างใด
ฟังการอภิปรายในสภาฯติดตามกันหลายวันเรื่องร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท แล้วคนไทยทั่วไปคงจะมีความรู้สึกคล้ายกันประการหนึ่ง นั่นคือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอนาคตมีความ "จำเป็น" แต่เงินที่จะใช้จำนวนมหาศาลนั้นจะ "ควบคุม" อย่างไรให้ไม่ "รั่วไหล"
ที่สำคัญคือหนี้สินที่ "สร้างวันนี้" และต้องจ่ายคืน "50 ปี" คำนวณแล้วเป็นดอกเบี้ยถึง 3 ล้านล้านบาท รวมกันแล้วคือภาระหนี้สินถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน "5 ล้านล้านบาท"
เห็นตัวเลขแล้วขนหัวลุกได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรายังไม่สามารถไว้ใจนักการเมืองและข้าราชการได้ว่าจะดูแลผลประโยชน์ส่วนรวมได้จริง ๆ
คำว่า “เช็คเปล่า” หรือ “blank cheque” จึงเกิดขึ้นระหว่างการอภิปราย ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่านี่คือการวางแผนอนาคตของบ้านเมืองเพื่อ “พลิกประเทศ” และจะพยายามกู้จากภายในประเทศอีกทั้งยังยืนยันว่ามีมาตรการป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงไว้อย่างครบถ้วนแล้ว
เนื้อหาของการเสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้คือการกู้เงินนอกระบบงบประมาณปกติ ซึ่งทำให้ผู้คนมีความกังวลว่าจะดูแลทุกบาททุกสตางค์ที่จะเป็นภาระของบ้านเมืองได้อย่างไร
เพราะยอดเงิน 2.2 ล้านล้านบาทนี้เป็นเงินก้อนใหญ่ที่ประเมินว่าจะต้องใช้กับโครงการใหญ่ ๆ ว่าด้วยการคมนาคมและขนส่งที่เรียกว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” หรือ infrastructure ที่จำเป็นสำหรับอนาคต
แต่ประเด็นของคนที่มีคำถามก็คือว่ารายละเอียดของแต่ละโครงการอยู่ที่ไหน?
แต่ละโครงการยักษ์ ๆ นั้นมีความเป็นไปได้เพียงใด? แปลว่ามีการทำ feasibility study หรือยัง? เท่าที่เห็นเอกสารก็ยังมีหลายโครงการที่ยังไม่ได้ทำการศึกษา "ความเป็นไปได้" หรือ "ความคุ้มค่า" ของการลงทุน
ไม่ต้องพูดถึงการศึกษา "ผลกระทบสิ่งแวดล้อม" ที่เรียกว่า EIA (Environmental Impact Asssessment) หรือการศึกษาผลกระทบทางด้านสุขภาพต่อประชาชนหรือ HIA (Health Impact Assessment) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญยิ่งของการที่จะตัดสินว่าจะใช้เงินจำนวนมากมายนี้เพื่อทำโครงการนั้น ๆ หรือไม่
หลาย ๆ โครงการดี ๆ ที่จำเป็นสำหรับประเทศไทยนั้นพอทำเข้าจริง ๆ ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะขาดการบริหารและจัดการที่ดี ซึ่งแปลว่าแม้จะมีเงินทำ แต่หากไร้การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องก็เป็นการสิ้นเปลืองเงินทอง และโอกาสได้อย่างน่ากลัวยิ่ง
โครงการ "แอร์พอร์ทลิงค์" เป็นตัวอย่างความล้มเหลวที่ยังหลอกหลอนชาวเราอยู่ทุกวันนี้
อีกคำถามหนึ่งคือรัฐบาลจำเป็นจะต้องลงทุนทำเองในทุกโครงการเหล่านี้หรือไม่? จะเชิญชวนให้เอกชนเข้ามาร่วมหรือใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่จำเป็นต้องสร้างหนี้สินมากมายได้หรือไม่?
อีกคำถามหนึ่งคือการที่รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นแผนการที่จะหารายได้มาเพื่อจะจ่ายหนี้ 5 ล้านล้านบาทนี้อย่างไร
เพียงแค่คำตอบกว้าง ๆ ว่าการลงทุนตามแผนนี้จะทำให้ผลผลิตมวลรวมหรือ GDP โตขึ้นเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ และจะทำให้เก็บภาษีเพิ่มเท่านั้นเท่านี้เห็นจะไม่เพียงพอ เพราะนั่นคือการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ แต่การจะให้ประชาชนวางใจได้ รัฐบาลต้องเสนอให้เห็นแผนรายได้ในอนาคตด้วยว่าจะมีวิธีใดที่จะจ่ายคืนหนี้สินก้อนใหญ่เป็นประวัติการณ์ก้อนนี้
เพราะนั่นคือการแสดงถึงการตระหนักถึง “วินัยการคลัง” หรือ fiscal discipline ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างความมั่นใจให้กับประเทศไทยทั้งในสายตาคนไทยเองและในมุมมองของต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศไทย
และถ้าจะลดจำนวนปีที่จะชำระหนี้คืนจาก 50 ปีเป็น 30 หรือ 40 ปีจะมีวิธีการอย่างไร?
เพราะถึงตอนนั้นคนที่ถกแถลงเรื่อง พ.ร.บ. เงินกู้ฉบับนี้วันนี้ก็จะไม่มีใครเหลืออยู่จะสักกี่คนที่จะตอบคำถามลูกหลานเราแล้วครับ









