จากมุมมองของด้านการเมืองในสหรัฐอเมริกา คนผิวดำเดินตามคนผิวขาวทันในระยะเวลาอันสั้นมากเนื่องจากคนผิวดำก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี
ทั้งที่กฎหมายเพิ่งให้ความเสมอภาคแก่คนผิวดำเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมานี้เอง แต่ทางด้านเศรษฐกิจ นอกจากคนผิวดำจะตามคนผิวขาวไม่ทันแล้ว คนผิวขาวยังทิ้งพวกเขาห่างออกไปมากขึ้นอีกด้วย เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากผลการศึกษาช่องว่างระหว่างคนสองกลุ่มโดยมหาวิทยาลัยแบรนไดซ์ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์และการสำรวจของรัฐบาลกลาง
การศึกษาดังกล่าวครอบคลุมช่วงเวลาระหว่างปี 2528 ถึง 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่คนผิวดำมีอิสระที่จะทำอะไรๆ ได้สารพัดอย่าง อาทิเช่น เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้อย่างกว้างขวางยังผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย แต่ในช่วงเวลานั้น ช่องว่างระหว่างทรัพย์สินของคนสองกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัว นั่นคือ ในปี 2528 ครอบครัวของคนผิวขาวมีทรัพย์สินมากกว่าคนผิวดำราว 85,000 ดอลลาร์ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 236,500 ดอลลาร์ในปี 2552 ในปีหลังนี้ ครอบครัวคนผิวดำมีทรัพย์สินสุทธิราว 28,500 ดอลลาร์ในขณะที่ครอบครัวคนผิวขาวมี 265,000 ดอลลาร์ หรือเกือบ 10 เท่าของครอบครัวคนผิวดำ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างอันดูกว้างยิ่งนั้นยังต่ำเมื่อเทียบกับผลการสำรวจโดยพนักงานของรัฐบาลกลางซึ่งพบว่าช่องว่างระหว่างสองกลุ่มกว้างกว่านั้นมาก นั่นคือ ครอบครัวคนผิวขาวมีทรัพย์สินราว 20 เท่าของครอบครัวคนผิวดำ
ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดช่องว่างดังกล่าว ได้แก่ การมีบ้านเป็นของตนเอง ครอบครัวคนผิวดำเพียง 44% เท่านั้นที่มีบ้านเป็นของตนเองในขณะที่ครอบครัวคนผิวขาว 73% เป็นเจ้าของบ้าน โดยทั่วไปทรัพย์สินชิ้นสำคัญที่สุดของครอบครัวอเมริกันได้แก่บ้านที่ตนเป็นเจ้าของ แต่คนสองกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านแตกต่างกันมาก ในช่วงก่อนเลิกทาส คนผิวดำแทบไม่มีโอกาสอยู่แล้ว หลังจากเลิกทาส โอกาสของพวกเขาก็ยังถูกจำกัดด้วยปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งธนาคารปฏิเสธที่จะให้กู้เงินเพื่อซื้อบ้าน เมื่อซื้อบ้านได้ คนผิวดำก็มักซื้อบ้านที่อยู่ในชุมชนของคนผิวดำด้วยกัน หรือเมื่อเข้าไปซื้อบ้านในย่านที่มีคนผิวขาวอยู่มาก คนผิวขาวก็มักอพยพหนี ทั้งสองปัจจัยส่งผลให้ราคาบ้านไม่ขึ้นไปตามอัตราที่น่าจะเกิดขึ้นหากเป็นบ้านอยู่ในชุมชนของคนผิวขาว นอกจากนั้น ครอบครัวคนผิวดำที่สามารถซื้อบ้านได้ก็มักต้องใช้เวลานานกว่าครอบครัวคนผิวขาวถึงราว 8 ปี การซื้อบ้านได้ช้าลดโอกาสในการสะสมมูลค่าของทรัพย์สิน ปัจจัยที่ทำให้คนผิวดำซื้อบ้านได้ช้า ได้แก่ พวกเขามักไม่มีสมบัติอะไรอยู่ในมือเมื่อแต่งงาน และไม่ค่อยได้รับมรดกจากพ่อแม่ ซึ่งโดยทั่วไปมีทรัพย์สินน้อยกว่าคนผิวขาวอยู่แล้ว
ส่วนทางด้านรายได้ คนผิวดำโดยทั่วไปมักมีรายได้น้อยกว่าคนผิวขาว นอกจากนั้น อัตราการว่างงานของพวกเขายังอยู่ในราวสองเท่าของคนผิวขาวอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้ยังผลให้คนผิวดำไม่ค่อยมีรายได้เหลือเพื่อออมไว้ซื้อบ้าน หรือลงทุนเพื่ออนาคต ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นก็มักต้องใช้รายได้นั้นทันทีเนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วน
แนวโน้มของช่องว่างทางทรัพย์สินและรายได้ระหว่างคนสองผิวในสหรัฐไม่ต่างกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เรื่องนี้มิใช่ของใหม่อะไรนักหากมองย้อนไปไกลๆ ในด้านวิวัฒนาการของโลกและการใช้เทคโนโลยี นั่นคือ ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ผู้ที่เป็นเจ้าของ หรือเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่จะมีรายได้และทรัพย์สินเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดด้วย พวกเขาทิ้งห่างผู้ที่เข้าไม่ถึง หรือไม่ใช้เทคโนโลยีร่วมสมัย เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเกิดขึ้นแล้วสามครั้งในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เราสามารถเก็บข้อมูลได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของการพัฒนาซึ่งดูจะหลงกันมากไม่น่าจะอยู่ที่จะทำอย่างไรให้ช่องว่างระหว่างคนสองกลุ่มลดลง หากจะทำอย่างไรให้กลุ่มที่เข้าไม่ถึง หรือไม่ใช้เทคโนโลยี ที่มีรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพมีรายได้เพิ่มขึ้นไปถึงระดับเพียงพอสำหรับดำเนินชีวิตอย่างมั่นคง และมีความพอใจเมื่อมีรายได้ถึงระดับนั้นแล้ว เรื่องนี้ กลุ่มชนอามิชในสหรัฐไม่รอนโยบายของรัฐบาลและไม่เคยเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีใหม่สำหรับใช้ในการดำเนินชีวิต อาจเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า ชาวอามิชไม่ใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล รถยนต์และโทรศัพท์ในบ้าน และปลูกพืชอาหารและเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพหลัก เมื่อไถไร่ไถนาก็ยังใช้ม้าลากไถเหมือนดังในสมัยโบราณ (มีรายละเอียดในหนังสือชื่อ “อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ” ซึ่งอาจเข้าไปอ่าน หรือดึงออกมาได้จากเว็บไซต์ www.openbase.in.th)
ชาวอามิชไม่ใช้เทคโนโลยีร่วมสมัย แต่มีรายได้สำหรับดำเนินชีวิตเป็นอย่างดีและมีความพอใจในสภาพชีวิตของตน แนวคิดและการดำเนินชีวิตของพวกเขาอาจเอียงไปข้างทางตกขอบ แต่พวกเขาพอใจในการดำเนินชีวิตแนวนั้นอันตรงกันกับแนว “การมีชีวิตที่ดี” ตามที่ปราชญ์ร่วมสมัยสองคนเสนอไว้ในหนังสือชื่อ How Much Is Enough? ซึ่งคอลัมน์นี้นำมาเสนอเมื่อวันที่ 7-28 ธันวาคม 2555
การมีชีวิตที่ดีน่าจะเป็นเป้าหมายในการพัฒนามากกว่าการผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงสุดและลดช่องหว่างระหว่างกลุ่มชนอย่างมีนัยสำคัญซึ่งยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จแม้จะพยายามกันมานานแสนนานแล้วก็ตาม









