วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มาตรการกระตุ้นฉบับยาว

สภาพเศรษฐกิจโลกยังต้องอาศัยเวลา และการดำเนินความพยายามอีกพักใหญ่ กว่าจะกลับสู่เส้นทางของการเติบโต

อย่างมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง โดยในส่วนของสหรัฐซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกนั้น ธนาคารกลางสหรัฐรายงานล่าสุดว่าเศรษฐกิจดีดตัวขึ้นจากภาวะซบเซาเมื่อไตรมาส 4 ขึ้นมาขยายตัวปานกลางในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่ความเสี่ยงขาลงยังมีอยู่ ผลจากความปั่นป่วนครั้งใหม่ในยุโรป และการที่รัฐบาลสหรัฐตัดลดการใช้จ่ายเพื่อลดการขาดดุล สำหรับอัตราว่างงานนั้นก็ยังอยู่ในระดับสูงที่ 7.7% และคาดว่าจะลดเหลือ 6.7-7% ภายในปลายปีหน้า ปัจจัยทั้งหลายทำให้เฟดปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าลงเหลือ 2.3-2.8% และ 2.9-3.4% ตามลำดับ

ส่วนการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการคิวอีนั้น ก็เดินหน้าต่อไป ตามที่เคยมีการระบุว่าการซื้อพันธบัตรช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างงานได้อย่างดี นอกจากนั้น ยังมีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ 0-0.25% อันเป็นไปตามที่เฟดย้ำมาตลอดว่าตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ และอัตราว่างงานอยู่ในระดับสูง ก็จำเป็นต้องสานต่อมาตรการสนับสนุนการเติบโต โดยในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนั้น คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจนกว่าจะถึงปี 2558

ขณะที่ฟากของยุโรป ซึ่งปัญหาใหม่กำลังก่อตัวในไซปรัสและยังหาทางออกไม่ได้นั้น ประธานเฟดมองว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้ระบบการเงินหรือเศรษฐกิจสหรัฐเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่ แม้สถานการณ์ในไซปรัสมีความยากลำบากและความไม่แน่นอนสูง เพราะเผชิญทั้งประเด็นการคลังและการเพิ่มทุนภาคธนาคาร ทั้งยังมีแรงกดดันทางการเมืองในแง่ที่ต้องทำตามเงื่อนไขของกลุ่มอียูเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินช่วยเหลือ แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ที่มีต่อตลาดโดยรวม ไม่น่ารุนแรงมากนัก เห็นได้จากตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปที่ดีดตัวกลับขึ้นมาได้หลังจากลดลงไปในช่วงแรกที่มีข่าวออกมา

ด้านญี่ปุ่น เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย ก็มีความเคลื่อนไหว เมื่อผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง พร้อมรับปากจะดำเนินความพยายามอย่างที่สุดเพื่อแก้ปัญหาเงินฝืด ท่ามกลางความเชื่อว่าส่วนหนึ่งของปัญหาเงินฝืด เป็นผลจากการที่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจชินกับการเก็บเงินสดไว้หลังฟองสบู่แตกช่วงทศวรรษ 90 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งเมื่อการใช้จ่ายมีไม่มากนัก ขณะที่ความต้องการลดลง จึงเป็นปัจจัยให้ราคาสินค้าลดลง เช่นเดียวกับผลกำไร และค่าแรง ทางออกของเรื่องนี้อาจใช้วิธีทางจิตวิทยาได้ระดับหนึ่ง นั่นคือทำให้ครัวเรือนต่างๆ เชื่อมั่นว่าราคาสินค้าจะสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนนำเงินออกมาจับจ่ายมากขึ้น

นอกจากมาตรการของธนาคารกลางญี่ปุ่นแล้ว ผู้นำใหม่ของญี่ปุ่นก็รับปากว่าจะใช้เงินอีก 10.3 ล้านล้านเยน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งยังใช้แนวทางของการเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งผลลัพธ์ระยะยาวเมื่อเศรษฐกิจของชาติหลักๆ ในโลกฟื้นตัวได้เต็มที่และทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตในโลกอีกครั้งนั้น จะเอื้อต่อภาพรวมของทั่วโลกอย่างแน่นอน แต่ผลกระทบในระยะสั้นจากการดำเนินมาตรการของชาติเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ชาติต่างๆ ทั่วโลกต้องจับตาดูกันต่อไป