และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งนับแต่นี้ไปก็คือ กรณีครม.อนุมัติร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท
เพื่อใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ซึ่งเตรียมดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 28 มี.ค.
+++ ที่บอกว่า "น่าติดตาม" ก็เพราะการกู้เงินจำนวนมาก ๆ ดังกล่าว มีผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศโดยตรง เนื่องจากเมื่อมีการ "กู้เงิน" ก็ต้องมีการ "ใช้หนี้" และเงินที่จะนำไปใช้หนี้ก็มาจาก "ภาษีอากร" ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
+++ นอกจากนั้นเมื่อขึ้นชื่อว่า "กู้เงิน" ก็ต้องมี "ดอกเบี้ย" ที่ผ่านมาไม่แน่ใจว่ามีคนในรัฐบาล ออกมาบอกกับพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศแล้วหรือยังว่า เราต้องเสียดอกเบี้ยจำนวนเท่าไหร่กับการกู้เงินจำนวนมหาศาล 2 ล้านล้านบาท เห็นมีบอกแต่ว่าจะใช้หนี้ให้หมดภายในไม่เกิน 50 ปี
+++ มีข้อมูลจาก ดร.สรรเสริญ สมะลาภา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งโพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่าคนไทยไม่ได้เป็นหนี้ 2 ล้านล้านบาท ตามจำนวนที่รัฐบาลกู้ไว้ แต่ประชาชนยังต้องจ่ายดอกเบี้ยอีก 3.16 ล้านล้านบาท ซึ่งรวมแล้วกว่า 5.16 ล้านบาท หรืออีก 50 ปีข้างหน้าจึงจะหมดหนี้
+++ ตัวเลข 2 ล้านล้านบาท เป็นจำนวนเงินที่รัฐบาลเตรียมกู้จริง แต่จำนวนดอกเบี้ย 3.16 ล้านบาท ที่ดูมากกว่าเงินต้นเสียอีก รวมแล้วคนไทยต้องเป็นหนี้เพิ่มถึง 5.16 ล้านบาท จริงหรือไม่จริงประการใด รัฐบาลน่าจะต้องออกมาชี้แจง และ "พูดความจริง" กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพราะหาไม่แล้วคนจำนวนมาก ก็อาจจะเชื่อกับ "ข้อมูล" ที่ ดร.สรรเสริญ นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ก็เป็นได้
+++ อีกประเด็นที่ต้องติดตามตรวจสอบจากการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทก็คือ "ความโปร่งใส" ในการใช้เงิน เพราะทุกโครงการใหญ่ๆ ที่มีเงินลงทุนมหาศาล มักจะมีปัญหาการ "ทุจริตคอร์รัปชัน" ตามมาเสมอ โดยเฉพาะเรื่อง "ค่าคอมมิชชั่น" 30-35% ขออย่าให้มีเกินขึ้นเป็นอันขาด
+++ ว่าแต่ว่า "ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท" จะผ่านสภาฯ โดยสะดวกโยธินหรือไม่เท่านั้น เพราะขุนพลทางเศรษฐกิจของฝ่ายค้าน กรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ออกมาเตือนแล้วว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ และอาจนำไปสู่การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้
+++ "ล่มซ้ำ" อีกแล้วสำหรับสภาผู้แทนราษฎรไทย ขณะประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกันวินาศภัย (ฉบับที่...) พ.ศ.ที่ครม.เป็นผู้เสนอ ก่อนลงมติรับหลักการวาระ 1 ปรากฏว่า บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นเสนอให้นับองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ เนื่องจากดูด้วยสายตา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมจำนวนน้อย
แต่ เจริญ จรรย์โกมล ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้ขอให้เป็นอำนาจของประธานที่จะวินิจฉัยเองว่าจะให้นับองค์ประชุมด้วยวิธีใด ซึ่งในที่สุด เจริญ ได้สั่งนับองค์ประชุมด้วยการเสียบบัตรแสดงตน ปรากฏว่ามีผู้แสดงตนเพียง 235 คน ถือว่าไม่ครบองค์ประชุมที่ต้องมี 249 คน ทำให้ต้องสั่งปิดประชุมสภาทันทีในเวลา 15.05 น.
+++ เหตุการณ์สภาล่มครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในสมัยนิติบัญญัติ เพราะก่อนหน้านี้ก็เกิดเหตุการณ์เสียบบัตรแทนกัน ก่อนนำไปสู่สภาล่มมาแล้ว
+++ ดูเอาเถอะ "สภาไทย"...









