วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทย กับ ‘บทบาทนำ’ การทูตภูมิภาคที่คาดหวัง

ผมเห็นข่าวสองชิ้น ที่เกี่ยวโยงถึงบทบาทของประเทศไทย ในเกมแย่งชิงการนำในภูมิภาคนี้แล้ว

ก็ต้องถามไถ่ว่าวิเทโศบายทางการทูตของไทย พ.ศ. นี้ ทันกับการท้าทายและความคาดหวังของเราและคนในแถบนี้หรือไม่

ข่าวแรก บอกว่ารัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเวียดนาม ฝ่ามกวางวิงห์ มาพบรัฐมนตรีต่างประเทศไทย สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สัปดาห์ก่อน และหนึ่งในประเด็นของการหารือ คือ การขอให้ไทยในฐานะประเทศ “ผู้ประสานงานอาเซียน-จีน” แสดง “บทบาทนำ” ในการหาท่าทีร่วมของประเทศสมาชิกอาเซียนในเรื่องทะเลจีนใต้ เพื่อการเจรจากับจีน

คำว่า “บทบาทนำ” สำหรับไทยมีความหมายยิ่ง เพราะแปลว่า เขาคาดหวังว่าไทยจะไม่เพียงตั้งรับ หรือคอยดูทิศทางลมการเมืองระหว่างประเทศอย่างเดียว หากแต่ยังจะต้องมีความคิดริเริ่ม ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ต่อภูมิภาคนี้ด้วย

เวียดนาม บอกว่า พร้อมที่จะร่วมมือกับไทย และอาเซียนอื่นๆ เพื่อลดความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ เพื่อไปสู่การเร่งจัดทำกฎกติกามารยาท หรือ Code of Conduct on South China Sea (CoC) โดยเร็ว

จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนกับจีน ครั้งที่ 19 ในวันที่ 2 เมษายน นี้ ที่ปักกิ่ง เพื่อหาทางสรุปร่างข้อตกลง เรื่อง “หลักปฏิบัติ” ชุดนี้ให้เป็นที่ยอมรับได้ของทั้งจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด อันจะเป็นการปูทางไปสู่กติกาพื้นฐานเพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคตได้

อีกข่าวหนึ่งที่เกี่ยวโยงกันในเรื่องนี้ คือ คำกล่าวของรัฐมนตรีช่วยกลาโหมญี่ปุ่น อะคิโนริ อีโตะ ในการเปิดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียนกับญี่ปุ่น ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียน

ตัวแทนญี่ปุ่นพูดตรงมาก ไม่อ้อมค้อมเหมือนแต่ก่อน เพราะว่ารัฐมนตรีช่วยกลาโหมบอกชัดว่า ทุกวันนี้มีความขัดแย้งเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้

ดังนั้น เขาจึงเสนอว่าญี่ปุ่นกับอาเซียน ควรจะต้องขยายความสัมพันธ์ ที่แต่ก่อนเน้นหนักเรื่องเศรษฐกิจ มาสู่ความมั่นคงและทางป้องกันประเทศด้วย

แต่ก่อนนี้ ญี่ปุ่น จะพยายามหลีกเลี่ยงพูดถึงความร่วมมือทางทหาร เพราะไม่ต้องการสร้างความระแวงสงสัย ว่าเขากำลังจะสยายปีกทางด้านการทหาร

แต่วันนี้ เมื่อญี่ปุ่นมีความขัดแย้งกับจีนกรณีหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก ความเหนียมอายแต่ก่อนเก่าก็หายไป ซามูไรต้องการจะพิสูจน์ความเป็นนักบู๊ของตน พร้อมจะเผชิญหน้ากับจีน เพื่อไม่ให้ถูกมองว่ายอมก้มหัวให้อีกต่อไป

รัฐมนตรีช่วยกลาโหมญี่ปุ่น คนนี้ บอกว่า รัฐบาลใหม่ภายใต้นายกฯ ชินโซ อาเบะ ต้องการจะยื่นมือให้กับประเทศอาเซียน เพื่อสานสัมพันธ์ทางด้านทหารและความมั่นคง “เพื่อสร้างสันติภาพ” ในภูมิภาคนี้

ไม่ต้องสงสัยว่า ญี่ปุ่น เห็นโอกาสที่จะจับมือกับประเทศอาเซียน ที่มีปัญหากับจีน กรณีสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ คือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย เพื่อสำทับจีนว่าหาก ปักกิ่ง ไม่ยอมลดราวาศอกในเรื่องนี้ ก็อาจจะเจอกับแรงกดดันจากญี่ปุ่น ที่ประสานพลังกับอาเซียน อย่างน้อยก็บางประเทศ

ผมมองว่า ไทย ก็สามารถจะเล่น “บทบาทนำ” ในกรณีอาเซียนกับญี่ปุ่นได้อีกเช่นกัน เพราะว่า ไทย ไม่ได้เป็นคู่กรณีกับจีนหรือญี่ปุ่น ดังนั้น จึงควรจะต้องสามารถเพิ่มความเข้มข้นของบทบาทของเราต่อความขัดแย้งในย่านนี้ได้

และหากมองให้กว้างขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ไทยเราไม่เพียงแต่จะสามารถประสานอาเซียนกับจีนด้านหนึ่ง และอาเซียนกับญี่ปุ่นอีกด้านหนึ่งเท่านั้น

หากแต่เรายังสามารถจะใช้ “การทูตสร้างสรรค์” เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่น โดยมีอาเซียนบางประเทศ ที่ไทยเป็นหัวหอกทำหน้าที่เป็น “กาวใจ” อยู่ตรงกลางได้อีกด้วย

แต่การจะเล่นบทบาทคึกคักเช่นนี้ได้ แปลว่า เราต้องสร้างวิสัยทัศน์ แนวปฏิบัติ ระดมคนมีความรู้ความสามารถ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดไปถึงนักวิชาการเพื่อเสริมสร้างพลังของความเป็นประเทศไทย

วันนี้ การรวมพลังอย่างนี้ยังไม่เกิด เพราะความขัดแย้งภายในของเรายังดำรงอยู่ และการแบ่งพรรคแบ่งพวกรวมถึงผลประโยชน์การเมือง

ทำให้เราไม่อาจจะเล่น “บทบาทนำ” ดั่งที่คนข้างนอกคาดหวังจากเราได้