วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อ “ชาติ” คือสินค้าที่ต้องขายเพื่อความอยู่รอดของคนทั้งประเทศ

การศึกษาเปรียบเทียบประเทศสหราชอาณาจักร ที่สร้างวัฒนธรรม “ชาตินิยม” มาแต่ไหนแต่ไร กับรัฐไทยที่กำลังหลงทางกับ “ชาตินิยม”

แต่พยายามจะชิงความได้เปรียบเมื่อภูมิภาคอาเซียนรวมตัวกันน่าจะทำให้เราเข้าใจกระบวนการสร้าง “ชาตินิยม” ให้เห็นอะไรได้ชัดขึ้น โดยอาศัยการเก็บข้อมูลมาครึ่งปี

หลังจากที่ผมได้เหยียบเข้ามาในแผ่นดินราชอาณาจักร สิ่งที่หลายๆ ท่านรวมถึงผมจะสัมผัสได้ไม่ยาก คือ ประเทศบริเตนใหญ่ เอาจริงเอาจังกับการจัดแสดงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของป้ายโฆษณาหลากหลายที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี รวมไปถึงการออกแบบแผนที่สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับมหานครลอนดอน

เมื่อไปถึงบริเวณ “เลสเตอร์สแควร์” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ธุรกิจสำคัญต่างๆ รวมถึงย่านไชน่าทาวน์อันขึ้นชื่ออย่าง โซโห ร้านอาหารที่หลากหลายและรสชาติดี (เมื่อเทียบกับอาหารอื่นๆ ในอังกฤษ) ล้วนรวมกันอยู่ในบริเวณนี้ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผู้คนได้ดีจนกลายเป็น จุดที่ต้องมาแวะถ่ายรูปและแชร์ขึ้นหน้าเฟซบุ๊ค เห็นจะไม่พ้นหน้าโรงละครต่างๆ ที่มีการจัดวางรูปปั้นหรือป้ายปิดขนาดใหญ่เชื้อเชิญให้เข้าชมมหรสพต่างๆ ที่รอแสดงอยู่ภายใน

แต่การแสดงที่บ่งบอกถึงความสามารถในการจัดแสดงได้ดีที่สุดของประเทศบริเตนใหญ่ เห็นจะเป็น พิธีเปิดและพิธีปิดมหกรรมกีฬา “Olympic 2012” ที่ได้มีการถ่ายทอดสดไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งถ้าวัดกันที่ความสามารถในการบอกเล่าเรื่องราว สื่อสาร สร้างอารมณ์ร่วม และแฝงไปด้วยความคิด สะท้อนตัวตนและความเป็นบริติชได้ดี อย่างที่การแสดงของโอลิมปิกครั้งก่อนๆ ยากจะเทียบ

เมื่อลองเข้าไปชมละครและการแสดงต่างๆ ในโรงละครโดยเฉพาะในลอนดอนซึ่งเป็นศูนย์กลาง (สหราชอาณาจักรมีลักษณะรวมศูนย์ในหลายแง่เหมือนกับไทย) ก็พบว่า การแสดงทั้งหลายยอดเยี่ยมคุ้มค่ากับราคาที่สูงลิบ แต่ผู้ชมก็คงไม่เสียดายค่าตั๋วสิ่งที่ปรากฏแทรกซึมมาด้วยเป็นระยะ คือ งานศิลปวัฒนธรรมและการแสดงของชาวบริติช ล้วนแต่เชื่อมโยงหรืออาจจะถึงขั้นหมกมุ่นอยู่กับความเป็นชาติและชาวบริติชอันน่าภาคภูมิใจเสียยิ่ง ไม่พักต้องพูดถึงการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายที่เป็นศูนย์รวมความภาคภูมิใจของชาวบริติชผู้ยิ่งใหญ่ ล้วนมีการจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวอันสะท้อนจิตวิญญาณของผู้ชนะ (เช่น พิพิธภัณฑ์ Imperial War Museuam) และสามารถครอบครองสารพัดสิ่งทั่วโลก ราวกับเป็นศูนย์กลางของจักรวาล (แต่เป็นศูนย์กลางของโลกแน่ๆ ถ้าไปเยี่ยมชม กรีนนิช ซึ่งแสดงจุดที่แบ่งโลกออกเป็น ซีกตะวันออก และตะวันตก)

“ชาตินิยม” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่เกรียงไกร สง่างาม และน่าพิสมัย

หากมองปัจจุบัน จะพบว่า ฟุตบอล English Premier League (EPL) กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงที่มีแฟนบอลทั่วโลกติดตาม และคาดหวังว่าจะมาเยือนที่สนามให้ได้สักครั้งในชีวิต จุดเด่นของ EPL อยู่ที่รูปแบบการนำเสนอ เช่น การตัดสลับ เน้นสีหน้า อารมณ์ ความรู้สึก การวิเคราะห์ระหว่างเกมส์ พักครึ่ง ห่อนเกมส์ หลังเกมส์ การฉายภาพซ้ำ ฯลฯ ซึ่งถือว่าเหนือกว่าลีกอื่นในแง่การจัดแสดง และแน่นอนการแสดงชุดนี้มีมูลค่าทางตรงและทางการตลาดสูงลิ่ว แต่รวมผู้เล่นและโค้ชมาจากหลากหลายชาติ

อีกรายการที่ควรพูดถึง คือ The Voice UK 2012 ซึ่งจัดในช่วงงาน Queen Jubilee และ Olympic และเผยแพร่ในช่อง BBC ที่พยายามหาความหลากหลายของเสียงและโชว์ รวมไปถึงสัดส่วนของโค้ช สิ่งที่สะท้อนในรายการก็คือ “บริติช” ประกอบไปด้วยความหลากหลาย แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือความสามารถในเชิงศิลปวัฒนธรรมขั้นสูง และทุกคนสามารถหลอมรวมเข้าสู่ธงยูเนี่ยนแจ็คได้ ผ่าน “ภาษาอังกฤษ” (ทุกเพลงในรายการเป็นภาษาอังกฤษ)

เมื่อผนวกกับคำแถลงการณ์ของนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรที่ได้กล่าวในงานประชุมประจำปีของพรรคอนุรักษนิยม ที่ได้กล่าวว่า เราจะสร้างให้ บริติช กลายเป็นแบรนด์ชาวบริติชภูมิใจและเป็นที่ปรารถนาของคนทั้งโลก ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการทั้งหลายได้สะท้อนออกมาผ่านการแสดงรูปแบบต่างๆ ล้วนเป็นแผนโครงการขนาดใหญ่ที่กระตุ้นเร้า “ชาตินิยม” เพื่อสร้างความรู้สึกและอารมณ์ร่วมไปกับสัญลักษณ์ “บริเตนใหญ่” จนผู้คนทั้งที่เป็นชาวบริติชหรือไม่ใช่ล้วนตื่นเต้นและพร้อมจะเสียเงินซื้อและเสพกันอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง

โครงการสร้าง “ชาตินิยม” นี้จึงเต็มไปด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือ สร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้น “ชาตินิยม” จึงต้องสร้างในลักษณะที่เปิดกว้าง ยอมให้มีความหลากหลายในความเป็นชาติ เพราะปัจจุบันผู้ที่อยู่อาศัยในสหราชอาณาจักรประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ต่างๆ ที่รัฐบาลต้องการผนวกให้เข้ามาภูมิใจใช้ของบริติช กินของบริติช และยังพัฒนาไปถึงเปิดกว้างให้ชาวโลกทั้งหลายปรารถนาและเข้ามาใช้ได้ตราบใดที่ยังเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรจึงต้องเลือกทางที่ถนัด คือ การขายสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงละคร “ชาตินิยม” นั่นเอง โดยนักแสดงทั้งชาติต้องเล่นบทนี้ไปด้วย การบ้าคลั่งชาติจนเหยียดผู้อื่น หรือการเหยียดเชื้อชาติวัฒนธรรมอื่น จึงกระทำไม่ได้ กลับกันเขาต้องพยายามหลอมรวมและเปิดรับมากขึ้น

หากมองสังคมไทยว่าเรา “ชาตินิยม” กันอย่างไร คงหดหู่ใจ เพราะเราได้ทำตรงกันข้าม ไม่รู้ที่มาที่ไป และแย่ที่สุด คือ ไม่รับรู้ถึงผลกระทบของ “ชาตินิยมแบบบ้าคลั่ง” ที่คับแคบ หรือแม้กระทั่ง “ชาตินิยมไร้เดียงสา” ที่ไม่รู้ว่าการกำหนดนิยามที่ขีดกันผู้อื่นให้อยู่นอกเหนือนิยาม “ความรักชาติ” ของตน ได้ทำให้เกิดการแตกแยกและพาลไปถึงเบื่อหน่าย ไม่ร่วมโครงการพัฒนาชาติไทย? และไม่ต้องพูดถึงความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านที่เราหวังว่าจะทำมาหากินกับเขาในอนาคตอันใกล้

บางท่านอาจจะกล่าวว่า แบรนด์ชาติไทย มันเสียหายและมองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องแย่ๆ แต่หากมองศักยภาพไทยอย่างตรงไปตรงมา ก็จะพบว่าไทยยังมีต้นทุนอีกมาก เมื่อเทียบกับสหราชอาณาจักร สิ่งที่ต้องทำคือ พลิกด้านดีขึ้นมากลบด้านลบ “Flip it” อย่างที่บริติชชนทำเก่งก็เท่านั้นเอง ไม่ยากเกินความสามารถหรอกครับ อยู่ที่ว่าจะรอให้ล้มละลายกันก่อน หรือจะทำเริ่มวางแผนและลงมือทำตอนนี้