วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประชานิยม กับ หิริ โอตตัปปะ

สัปดาห์ก่อน ผมตั้งวงเสวนากับนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย กับมันสมองของประเทศหลายคน

ในหัวข้อ “วิพากษ์ประชานิยม” แล้วก็ได้ข้อเสนอหลายข้อที่สามารถนำมา “ตีกรอบ” นักการเมือง ไม่ให้ใช้ภาษีประชาชนอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อหาเสียงให้กับตนเองให้อยู่ในอำนาจการเมือง

แนวทางที่ว่านี้ คือ การเขียนกฎกติกาให้เข้มข้นขึ้น บังคับให้รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และโปร่งใส ต้องให้สภามีอำนาจตรวจสอบไม่ใช่เฉพาะด้านรายจ่าย แต่ต้องควบคุมการหารายได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

และหากจะให้ได้ผลทางปฏิบัติจริง ต้องเอารูปแบบ “หน้าผาการคลัง” หรือ Fiscal Cliff อย่างของสหรัฐมาใช้ (เสนอโดย คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีคลัง)

นั่นคือ หากรัฐบาลไม่แก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณภายในเวลาที่กำหนด และภายในกรอบตัวเลขที่ตกลงกันเอาไว้ ก็จะหยุดการใช้จ่ายงบประมาณบางอย่างของรัฐบาลเป็นการลงโทษ จนกว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องเงินทองได้

“หน้าผาการคลัง” ที่ว่านี้ อาจถึงขั้นที่รัฐบาลไม่สามารถเบิกเงินไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการ หรือระงับการจ่ายสวัสดิการบางอย่าง จนกว่ารัฐบาลจะสามารถทำตามข้อตกลงเรื่องงบประมาณรายได้ และรายจ่ายกับรัฐสภาได้

หรือให้มี Congressional Budget Office (CBO) หรือ “ศาลบัญชี” เพื่อตรวจสอบเรื่องรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลทั้งก่อนใช้และหลังใช้เงิน แล้วให้ประชาชนสามารถจะตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลได้

เป็นแนวทางที่เสนอโดย ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร แห่ง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ “ทีดีอาร์ไอ”และ ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล แห่งคณะนิติศาสตร์, จุฬาฯเพื่อ “ตีกรอบ” นักการเมืองให้มีความรับผิดชอบ และตอบคำถามทุกคำถามของประชาชน ที่เรียกว่า accountability ก่อนที่บ้านเมืองจะล่มสลาย เพราะการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

อย่างที่ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล แห่ง ธนาคารกรุงเทพ แสดงความเป็นห่วงเป็นใย เอาไว้ว่า

“อีก 5 ปีข้างหน้า ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง อาจจะวกกลับมาที่เอเชีย ตอนนี้เราทำตัวเป็นลูกเศรษฐี แทนที่จะประหยัด แต่จะทำให้เงินหมดไปจนเป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว...”

แต่ไม่ว่า จะเขียนกติกาใหม่ให้เข้มข้นผูกรัดนักการเมืองผู้มีอำนาจรอบด้านเพียงใด หากผู้มีอำนาจขาดเสียซึ่ง “ความละอายต่อบาป” หรือที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ อดีตรัฐมนตรีคลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เรียกว่า “หิริ โอตตัปปะ” ก็จะไร้ผล

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความ “เกรงกลัวต่อบาป” นั่นแหละ จะเป็นปัจจัยหลักในการที่จะป้องกันไม่ให้คนมีอำนาจใช้เงินใช้ทองของประชาชน อย่างไร้ความรับผิดชอบ

เพราะ "คุณชายอุ๋ย" เตือนว่า “หากไม่เบรกตั้งแต่วันนี้ หนี้ภาครัฐมีสิทธิจะพุ่งไปถึง 80% ต่อจีดีพี...ถึงจุดนั้น ประเทศไทย เอาไม่อยู่แล้ว”

เพราะการก่อหนี้ของรัฐนั้น มิใช่เพียงแค่ที่เห็นในเอกสารงบประมาณที่เสนอสภาเท่านั้น หากแต่ยังมีหนี้ที่อยู่นอกบัญชีในรูปแบบต่างๆ อีกมาก ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบของตัวแทนของประชาชน ซึ่งเป็นที่มาของวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต และจะเกิดขึ้นได้อีกในไม่ช้า หากสังคมไม่ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขกันอย่างจริงจัง

คำว่า “วินัยการคลัง” เป็นหัวใจของการบริหารบ้านเมือง เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว มิใช่เพียงเพื่อจะตอบสนองความต้องการทางการเมืองของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ท้ายที่สุด “วินัยการคลัง” จะเกิดขึ้นได้ นอกจากกฎหมายและกติกาที่เคร่งครัดขึ้น ตีกรอบให้มีการแสดงความรับผิดชอบทุกขั้นตอนแล้ว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการสร้างความสำนึกให้ “ละอายต่อบาป” ก็เป็นประเด็นที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันแน่นอน

“หิริ โอตตัปปะ” เป็นเรื่องของจิตใจ มาตรฐานศีลธรรม และความรู้ดีรู้ชั่ว ที่ต้องสร้างกันตั้งแต่โรงเรียนชั้นอนุบาลกันทีเดียว