วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

โจทย์ทีมเศรษฐกิจจีนชุดใหม่

หลังจากที่ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง และ นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อ เฉียง เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายหลี่ เค่อ เฉียง ก็ได้ประกาศทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่จะรับช่วงต่อดูแลเศรษฐกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า ก่อนที่จะไปถึงรายละเอียดของแต่ละท่าน ผมขอกล่าวถึงโจทย์หลักของเศรษฐกิจของจีนเสียก่อน

โดยโจทย์ใหญ่ของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่นี้มีอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง จีนกำลังจะเข้าสู่ยุคที่จะพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ให้มีความเจริญทัดเทียมกับเมืองใหญ่ๆ หรือ Urbanization นั่นคือ เน้นการเจริญให้มีความทั่วถึงและเท่าเทียมมากขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจจีนในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้เจริญในแนวดิ่งโดยพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกเป็นกำลังสำคัญ ในอนาคตอันใกล้ จีนต้องหันไปเน้นการบริโภคและการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต

จะเห็นได้ว่าประเทศจีนซึ่งมีประชากรอยู่ถึง 1.3 พันล้านคน และพื้นดินส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นั้น ส่งผลให้การพัฒนาจากชนบทเป็นเมืองใหญ่ยังสามารถทำได้อีกมาก โดยในขณะนี้ ประมาณร้อยละ 40 ของแรงงานยังคงใช้กับภาคเกษตรกรรมได้แบบไม่เต็มที่นัก ด้วยระดับผลผลิตหรือจีดีพีเพียงร้อยละ 10 ของเศรษฐกิจประเทศ การพัฒนาชุมชนให้เป็นเมือง หรือ Urbanization ดังกล่าวยังจะสามารถช่วยลดช่องว่างของรายได้ระหว่างคนรวยและคนจน ด้วยการสร้างหนทางทำกินที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ว่ากันว่า หากพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ปฏิรูประบบการจัดการถือครองที่ดินให้ดีขึ้น การพัฒนาชุมชนเมืองดังกล่าว อาจจะทำได้เพียงร้อยละ 50 ของพื้นที่ ในทางกลับกัน หากมีการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าว การพัฒนาชุมชนเมืองก็จะสามารถทำได้ถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ ซึ่งอยู่ในระดับเทียบเท่ากับระดับการพัฒนาเป็นชุมชนเมืองของเกาหลีใต้ในตอนนี้

อย่างไรก็ดี การพัฒนาชุมชนเมืองที่ผ่านมาของจีน ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไรนัก อาทิ กรุงปักกิ่งที่ได้รับการพัฒนาจนเป็นเมืองใหญ่ ในขณะนี้ ปรากฏว่า มีการจราจรที่หนาแน่นและเต็มไปด้วยมลภาวะ ส่วนหนึ่งเนื่องจากคนที่ทำงานในเมืองต้องไปพำนักอาศัยในย่านชานเมือง เพราะไม่มีกำลังในการซื้อที่อยู่อาศัยในเมือง

นอกจากประเด็น Urbanization ข้างต้นแล้ว โจทย์เศรษฐกิจที่สอง ได้แก่ ความไม่สมดุลของระบบการเงินของจีน จะเห็นได้ว่าด้วยอัตราเงินเฟ้อของจีนในขณะนี้ ที่ร้อยละ 3.2 ซึ่งสูงสุดในรอบ 10 เดือน ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากไม่สูงเท่าไรนัก จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นลบ แน่นอนว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ทำให้รัฐวิสาหกิจของจีนอยากจะลงทุน แม้ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนของโครงการมากมายนัก ตรงนี้ มีส่วนไปเบียดบังนวัตกรรมใหม่ๆ ของภาคเอกชน ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะแจ้งเกิดได้ นับเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของเศรษฐกิจจีนในขณะนี้ จากการลงทุนที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพของรัฐบาลนั่นเอง

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจีนก็ได้พยายามในการพัฒนาระบบการเงินของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน ไปจนถึงการพัฒนาตลาดตราสารหนี้และตราสารทุนในประเทศ รวมไปถึงการปรับปรุงระบบกฎหมายอีกด้วย ล่าสุด ยังเริ่มที่จะปฏิรูประบบเงินตราต่างประเทศอีกด้วย

น่าสังเกตว่า การปฏิรูปดังกล่าวภายใต้บริบทการเงินโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ทำให้จีนมีโจทย์ที่ยากกว่าเดิม เนื่องจากการแทรกแซงด้วยนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ย่อมจะส่งผลต่อค่าเงินของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ่อนตัวลง ก็จะกลายเป็นประเด็นกับประเทศคู่ค้าหลักที่ยังคงเพ่งเล็งในประเด็นการเกินดุลการค้าของจีนอยู่ นอกจากนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่า การเงินนอกระบบของจีนยังคงมีสัดส่วนที่สูงจนการดำเนินนโยบายการเงินต้องมีความระมัดระวังผลข้างเคียงอื่นๆ เช่นกัน

มาถึงตรงนี้ ผมขอแนะนำบุคคลเฉพาะที่เป็นคีย์แมนของทีมเศรษฐกิจจีนภายใต้การนำทีมของนายจาง เกา ลี สมาชิกหนึ่งในเจ็ดท่านของคณะกรรมการสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจะมีส่วนขับเคลื่อนแผนการดังกล่าว ดังนี้

ขอเริ่มจาก นายลู จิ เว่ย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ของจีน วัย 62 ปี ผลงานที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่ดูแลกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ มูลค่า 4.82 แสนล้านดอลลาร์ ผ่าน China Investment Corp ตั้งแต่ปี 2007 เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ระหว่างปี 1998 ถึงปี 2007 จัดเป็นกูรูทางเศรษฐกิจที่ชอบฟันธง ล่าสุด เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว กล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวอย่างยั่งยืน พร้อมฟันธงว่าช่วงเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐกำลังใกล้จะมาถึง

อีกท่านได้แก่ นายเกา หู เชิ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์อยู่นับสิบปี นายเกาเคยมีประสบการณ์การทำงานทั้งในยุโรปและในทวีปแอฟริกา รวมถึงติดตามนายสี จิ้น ผิง ไปยังกรุงวอชิงตันเมื่อปีที่แล้วในการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐด้วย

อย่างไรก็ดี สำหรับทางด้านธนาคารกลางจีนนั้น นายโจว เสี่ยว ฉวน ผู้ว่าธนาคารกลางของจีนคนปัจจุบัน แม้ว่าปัจจุบันจะเกษียณราชการแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูงยังเหมาะสมที่จะช่วยบริหารการเงินต่ออีก จึงยังคงต่ออายุเพื่อดูแลธนาคารกลางของจีนต่อไป อย่างไรก็ดี ผมขอแนะนำ ตัวเก็งที่อาจจะสานต่อตำแหน่งดังกล่าว ในอีกไม่กี่ปี ได้แก่ นายเสี่ยว กัง เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งค่อนข้างจะ Aggressive ในการกำกับเศรษฐกิจ ที่ตอนนี้ไปรับตำแหน่งเบอร์หนึ่งทางด้านการดูแลตลาดหลักทรัพย์ของจีนไปก่อน

นายเสี่ยว กัง เติบโตภายใต้การทำงานร่วมกับนายหวัง ฉีซาน หนึ่งในสุดยอด 5 ผู้นำจีนรุ่นใหม่ โดยทำงานด้านการเงินในแวดวงธนาคารกลางมาตลอด ทั้งเคยช่วยดูแลสถาบันการเงินจีนช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997 โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยล้างหนี้ให้กับ Guangdong International Trust and Investment Corporation ที่ติดหนี้ต่างประเทศอย่างมากมายในช่วงนั้น อีกทั้งดูแลด้านการเงินระหว่างประเทศของ Bank of China ซึ่งถือเป็นแบงก์ที่รับหน้าที่เคลียริ่งเงินตราต่างประเทศระหว่างจีนกับฮ่องกง รวมถึงเป็นศูนย์กลางด้านการเงินระหว่างประเทศให้กับธุรกิจและทางการจีน

โดยสรุป หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของทีมเศรษฐกิจชุดนี้ ได้แก่ การทำให้อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อให้สินเชื่อลงไปถึงมือภาคเอกชนที่มีความต้องการเงินทุนไปทำธุรกิจอย่างแท้จริง รวมถึงการพัฒนาตลาดการเงินในระดับท้องถิ่นเพื่อการเติบโตในระดับภูมิภาคที่ยั่งยืนครับ


หมายเหตุ - หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องวิกฤติไซปรัสที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ