วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากไซปรัสถึงเสียงเตือน “ฟองสบู่” จากเจ้าสัวธนินท์

ภาพข่าวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์หนึ่งมันช่างสะดุดตาผู้เขียนเสียเหลือเกิน นั่นคือข่าวที่ประชาชน

ชาวไซปรัสไปยืนต่อคิว เพื่อถอนเงินฝากจากเครื่องเอทีเอ็มทั่วประเทศ หากใครที่ผ่านวิกฤติปี 2540 มาจะเห็นว่ามันคุ้นตาเหมือนเหตุการณ์เดียวกันนี้เพิ่งเกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

ยอมรับว่ามีความรู้เกี่ยวกับประเทศไซปรัสมีน้อยมาก แต่ขอนำข้อมูลเท่าที่ได้อ่านได้คุยกับผู้รู้มาขอสรุปคร่าว ๆ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ไซปรัสประสบวิกฤติการเงินเช่นเดียวกับหลายประเทศในกลุ่มยุโรป โดยล่าสุดไซปรัสได้รับเงินช่วยเหลือเป็นจำนวน 1 หมื่นล้านยูโร จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และจากสหภาพยุโรป เพื่อแก้ปัญหาสถานะการคลังและปัญหาสถาบันการเงินในประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ถึงประมาณ 8 เท่าของจีดีพีประเทศ

อย่างไรก็ตามหนึ่งในเงื่อนไขในการรับความช่วยเหลือดังกล่าวคือ ไซปรัสจะต้องเรียกเก็บภาษีบัญชีเงินฝากในประเทศ โดยเก็บภาษีครั้งเดียวในอัตรา 9.9% จากผู้ที่มีเงินฝากมากกว่าแสนยูโร และ 6.75% จากผู้ที่มีเงินฝากน้อยกว่าแสนยูโร เรียกได้ว่านอกจากดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินแล้วยังมีต้นทุนภาษีที่จะโดนหักจากเงินฝากอีกด้วย

ดังนั้นแม้ว่าไซปรัสจะมีขนาดเศรษฐกิจ 0.2% จีดีพีของยูโร แต่เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะสร้างความปั่นป่วนสถาบันการเงินให้สถาบันการเงินมากทีเดียว และเกิดคำถามตามมาว่าประเทศอื่นที่เข้ารับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ หรือที่กำลังเข้ารับความช่วยเหลือจะต้องเผชิญกับเงื่อนไขนี้เช่นกันหรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นธุรกรรมของประเทศไทยที่มีกับประเทศไซปรัสนั้นแทบจะเป็นศูนย์ก็ว่าได้ ผลกระทบโดยตรงจึงมีไม่มาก แต่คงต้องรอดูผลกระทบลูกโซ่ว่าจะตามมามากน้อยเพียงใด

ดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วพาลให้นึกถึงคำของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เพิ่งมีโอกาสได้ไปรับฟังมาจากงานของสภาธุรกิจไทย-จีนที่ฝากเตือนเราทุกคนว่าอย่าหลงระเริงกับฟองสบู่ เพราะฟองสบู่เกิดแน่ แม้ไม่ใช่เวลานี้ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจจากนี้ไปยังดี มีการเติบโตจากจีนและอาเซียนที่สนับสนุนเศรษฐกิจไทย ทำให้ในช่วง 10 ปีนี้คงยังไม่เห็นวิกฤติ

อย่างไรก็ตามทุกอย่างไม่มีความแน่นอน วิกฤติอาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ก็ได้ ดังนั้นต้องเตรียมว่าต้องเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ถ้าเก่งหน่อยก็ยืดเวลานานขึ้น ภาคธุรกิจจึงต้องเตรียมการรับมือ อย่าคิดเองแต่ต้องใช้บทเรียนจากประเทศอื่น จากคนอื่นว่าเขาแก้กันอย่างไร

“เวลาคึกคักที่สุดต้องระวัง ต้องเตือนกันตลอดเวลา สว่างที่สุดก็จะมืด มืดที่สุดก็จะสว่าง เป็นของคู่กัน จะไม่มีทางมืดไปตลอด และไม่มีทางสว่างไปตลอด พระอาทิตย์ขึ้นก็ต้องมีลง มีลงก็ต้องขึ้น ก็ฝากว่า เวลาเจริญรุ่งเรืองที่สุดเราต้องเตรียมพร้อมแล้ว วิกฤติจะมาแล้ว ฉะนั้นตอนที่ดีที่สุดเราต้องเตรียมพร้อมแล้ว ถามตัวเองตลอดเวลาว่า ถ้ามันแย่ที่สุด บริษัทเราอยู่ได้หรือไม่ ต้องเตรียมพร้อม ถ้าวิกฤติมาบริษัทเราอยู่ไหวหรือไม่ ถ้าไหวก็ลงทุนไป แต่ถ้าไม่ก็หยุด ขณะเดียวกันตอนวิกฤติต้องเตรียมว่า เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้นจะทำอะไร เชื่อว่า เจอวิกฤติเราก็ไม่ล้มละลาย พอวิกฤติผ่านไปเราก็จะขยายตัวอย่างยิ่งใหญ่"

สุดท้ายขอนำตัวอย่างจากเหตุการณ์ในไซปรัส และเสียงเตือนจากผู้มีประสบการณ์อันทรงคุณค่า ส่งถึงนักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งทดลองบินเข้ากองไฟตอนนี้ ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านบ้าง