จากสถานการณ์ สงครามค่าเงิน หรือ Currency Wars ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบใด ๆ ในเวทีระดับโลก
ไม่ว่าจะเป็น G7 หรือ G20 ซึ่งมีประเด็นมาจากการเข้ารับตำแหน่งของนายซินโซะ อาเบะ (Shinzo Abe) นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการให้ระดับอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 2%
ตามมาด้วยการเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ของนาย ฮารุฮิโกะ คูโรดะ ผู้บริหารสูงสุดของธนาคารเพื่อพัฒนาแห่งเอเชีย (Asia Development Bank: ADB) หรือ เอดีบี ผู้ที่รู้กันดีในวงการว่า สนับสนุนนโยบายเงินเฟ้อ และ/หรือ นโยบายสกุลเงินเยนอ่อนของนายกฯ อาเบะ อย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย
เมื่อพิจารณาค่าเงินเยน นับตั้งแต่นายอาเบะ เข้ารับตำแหน่ง ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องครับ โดยค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าลงจาก 78 เยนต่อ 1 ดอลลาร์เมื่อช่วงตุลาคม 2555 มาอยู่ที่ประมาณ 93.3 เยนต่อ 1 ดอลลาร์ เมื่อเดือนที่แล้วตอนช่วงประชุม G7 และ อ่อนตัวลงอีกมาอยู่ที่ 96-97 เยน ต่อ 1 ดอลลาร์ (13 มี.ค.) นับเป็นการอ่อนค่าลงถึงเกือบ 25% ในช่วงเวลาเพียง 4 เดือน ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการของทฤษฎีอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity :PPP) ครับว่า เมื่อประเทศใดมีอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ค่าเงินของประเทศนั้นย่อมมีแนวโน้มอ่อนค่าลงไป
ผลของการอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็วของค่าเงินเยนในครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังมีส่วนช่วยภาคส่งออกของญี่ปุ่น และส่งกระทบต่อการส่งออกของประเทศคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ หรือ พญามังกรอย่างจีน บ้างแล้ว
ล่าสุด (8 มี.ค.) รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีน ฯพณฯ เฉิน เต๋อหมิง (Chen Deming) ออกมากล่าวกลางงานประชุมสภาประชาชนเลยครับว่า การอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็วของสกุลเงินสำคัญ (ในกรณีนี้คงหมายถึง “เงินเยน”) จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจีนและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย (China’s Chen warns on currency risks as Yen slumps to ’09 low, Bloomberg, 8 มี.ค.2556)
สอดคล้องกับที่ก่อนหน้านี้ (4 มี.ค.) รองผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน (Deputy Governor of People’s Bank of China ) ได้กล่าวย้ำแล้วย้ำอีกว่า จีนนั้นเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีแล้วสำหรับสงครามค่าเงิน ทั้งในด้านนโยบายทางการเงินหรือกลไกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (China 'fully prepared' for currency war, the Telegraph, 2 มี.ค.)
คำว่า “fully prepared” นี้ คงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ครับ นอกเสียจากว่า จีนเตรียมพร้อมที่จะเข้ามาดูแลค่าเงินสกุล หยวน (Yuan) หรือ Renminbi (RMB) ของตนให้อ่อนค่าลงหรือแข็งค่าขึ้น ตามความเหมาะสม ซึ่งในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนนี้ต้องถือว่าจีนมีศักยภาพในเรื่องนี้อย่างมาก
เป็นที่รู้กันดีนะครับว่า บทบาทของจีนต่อเศรษฐกิจโลกนี้มีมากมายเพียงใด กับบทบาทในปัจจุบันของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก มีมูลค่าส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ในขณะเดียวกันมีมูลค่าการนำเข้าเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยจีนเป็นผู้นำเข้าอันดับ 1 ในสินค้าหลายชนิด อาทิเช่น น้ำมัน ทองแดง แร่เหล็ก ฝ้าย ถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม หรือสินค้าเกษตรหลักของประเทศเราอย่างยางพารา และ มันสำปะหลังเส้น
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนพยายามจะเพิ่มบทบาทของเงินสกุล RMB ในเวทีการค้าโลก หรือ การ Internationalization of RMB โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 ที่มีการเปิดให้มีการ Settlement เงินสกุล RMB ได้ที่ฮ่องกง ตามด้วยเดือนม.ค. 2554 ที่อนุญาตให้มีการซื้อขาย RMB ในสหรัฐฯ ได้ที่ Bank of China (Bank of China นี้เป็นธนาคารพาณิชย์ อย่าสับสนกับธนาคารกลางของจีนซึ่งคือ People’s Bank of China นะครับ) สอดคล้องไปกับการเดินสายทำข้อตกลง Currency Swap Line กับประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ บราซิล อาร์เจนติน่า ฯลฯ เป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางในแต่ละประเทศสามารถเข้าถึงเงินสกุลหยวนได้
ในส่วนของประเทศไทย ก็ได้มีการลงนามข้อตกลงดังกล่าวกับจีนแล้วในวันที่ 22 ธ.ค. 2554 (ครั้งที่ท่านผู้นำ สี จิ้น ผิง มาเยือนไทยในสมัยที่ยังเป็นรองประธานาธิบดี) ล่าสุด ทราบว่าจีนกำลังอยู่ระหว่างการบรรลุข้อตกลง Currency Swap นี้กับประเทศอังกฤษ
การเปิดโอกาสให้ค่าเงินหยวนมีบทบาทเพิ่มขึ้นนี้ ทำให้การค้าขายเงินสกุล Renminbi ปัจจุบันมีปริมาณธุรกรรมเป็นอันดับ 3 (ตามหลังเงินสกุล Euro และ US Dollar) แซงหน้าเงินเยนญี่ปุ่นและเงินปอนด์ของอังกฤษเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดชั้นนำอย่าง Chicago Mercantile Exchange (CME Group) และ Hong Kong Exchange (HKEx) ต่างเห็นโอกาสที่จะตอบสนองความต้องการเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในสกุลเงินของจีน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ต่างเร่งออกผลิตภัณฑ์ประเภท Currency Futures ที่อ้างอิงสกุลเงินหยวน ได้แก่ RMB Futures และ CNH Futures โดย CNH นี้ย่อมากจาก Chinese Yuan ที่ซื้อขายและส่งมอบกันที่ฮ่องกง (H คือ ฮ่องกง) เพื่อสนองความต้องการดังกล่าว
CNH Futures ของตลาด HKEx เปิดให้ซื้อขายตั้งแต่ กันยายน 2555 มีขนาดสัญญา 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งน่าจะออกแบบไว้สำหรับนักลงทุนสถาบัน โดยในปี 2555 มีปริมาณการซื้อขายรวม 20,277 สัญญา หรือ เฉลี่ย 290 สัญญา/วัน ขณะที่ในปี 2556 นี้ มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยที่ 442 สัญญา/วัน
ขณะที่ 25 ก.พ.2556 ที่ผ่านมา CME Group กลุ่มตลาดล่วงหน้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็เปิดให้ซื้อขาย CNH Futures เช่นเดียวกัน โดยเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสกุล RMB ประเภทส่งมอบรับมอบที่ฮ่องกง หรือ Offshore Deliverable RMB Futures โดยมีขนาดสัญญามาตรฐานอยู่ที่ 100,000 ดอลลาร์ และขนาดเล็ก (E-micro) อยู่ที่ 10,000 ดอลลาร์
ก่อนนี้ทาง CME Group ได้มีการเปิดให้มีการซื้อขาย RMB futures ที่มีการส่งมอบจริง (แบบ Cash Settlement ที่มีการคำนวณผลกำไร-ขาดทุนโดยใช้อัตราที่ประกาศจากธนาคารกลางของจีน) มาตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.2554 แต่ดูเหมือนว่าผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องก็อยากจะได้ Futures ที่สามารถส่งมอบรับมอบเงิน RMB ได้ด้วยเช่นกัน
Yuan Futures หรือ RMB Futures นี้นับเป็นหนึ่งในเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงสำหรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่น่าจะเป็นอีกทางออกได้สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ภาวะ “fully prepared” สำหรับ currency war ของพญามังกรจีน..ในปัจจุบัน








