วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ แค่ทางรอดหนึ่งแบงก์รัฐ

จัดตั้งสภาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อาจจะเป็นทางรอดเล็กๆ อย่างหนึ่งในอีกหลายแนวทางที่แบงก์ของรัฐ

ที่ต้องเร่งหาทางแก้ไขตั้งแต่บัดนี้ ที่ต้องย้ำว่าต้องเร่งดำเนินการเนื่องจาก สถานการณ์เศรษฐกิจโลกวันข้างหน้านั้น ยังไม่มีใครการันตีได้ว่า จะเกิดวิกฤติขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ แต่ที่แน่นอนคือโลกจะเสี่ยงและวิกฤติขึ้นมาอีกครั้ง นักวิชาการประเมินเบื้องต้นว่าน่าจะเกิดอีกครั้งประมาณ 3-5 ปีนี้ เพราะเมื่อมองจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและแนวทางแก้ปัญหาที่บ่งชี้ไปในทางซื้อเวลา ปั๊มเงินเข้าระบบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เป็นนโยบายที่ไม่รับผิดชอบ ผลักภาระให้ทั้งโลกร่วมกันแก้ปัญหา และการร่วมกลุ่มประเทศอย่างจี 7หรือ จี 20 ไม่สามารถจะหาทางออกร่วมกันได้ ทำให้ยิ่งชัดเจนว่าโลกที่อยู่ในภาวะตัวใครตัวมันนั้น สุดท้ายก็จะแย่กันหมด หรืออีกนัยไม่มีผู้ชนะในเกมเห็นแก่ตัว นอกเสียจากแต่ละประเทศจะกลับตัวกลับใจหันมาหารือกันอย่างจริงจัง ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ การป้องกันตัวเอง หรือสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นทางออกที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะประเทศเล็กๆ อย่างไทย ที่จะรับผลกระทบโดยตรง ที่ต้องเร่งปิดจุดอ่อนของตัวเอง และจุดอ่อนใหญ่วันนี้ คือหนี้ภาครัฐและปัญหาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ

ปัญหาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐวันนี้ คือเติบโตและขยายงานอย่างรวดเร็ว อัตราเพิ่มนำหน้าสถาบันการเงินเอกชน ส่วนหนึ่งเพราะมีความได้เปลี่ยนในแง่กติกา ที่ผ่อนปรนกว่าแบงก์เอกชน สินเชื่อและเงินฝาก ขยายตัวอย่างมาก บางแห่งกฎหมายเปิดช่องให้เข้าร่วมทุนกับภาคธุรกิจได้ ที่น่าห่วงไปกว่านั้นคือการปล่อยกู้ให้กับโครงการของรัฐ ยิ่งรัฐบาลที่เดินหน้าหรือเน้นนโยบายประชานิยมมากเท่าไหร่ เป้าหมายของนักการเมือง ที่จะดึงสภาพคล่องจากแบงก์ของรัฐก็มีมากขึ้นเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อเลี่ยงการก่อหนี้โดยตรง หนี้สาธารณะในทางบัญชีก็ดูดีหลายเท่า

เราเห็นว่าการจัดตั้งสภาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ก็น่าจะช่วยปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ร่วมหาทางออกได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา โดย วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน อธิบายถึงโครงสร้าง "สภาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ "ว่าได้ประชุมเรื่องนี้กันมาแล้วหลายครั้ง ในเบื้องต้นมีการร่างข้อตกลงและเพิ่งร่างเสร็จพร้อมให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ โดยจุดประสงค์หลักทำเหมือนสมาคมธนาคารไทย อาจเป็นตัวกลางช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกในกลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อาจช่วยเชิงวิชาการ อาจเป็นการฝึกอบรมและเรื่องแหล่งเงินทุนต่างๆ โดยคาดเม.ย.เริ่มดำเนินการได้

เราเห็นว่าทางออกที่สำคัญของการแก้ไขปัญหาแบงก์รัฐ คือการกำหนดให้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ กลับไปทำหน้าที่ดังเดิมของตัวเองและวางกรอบให้แคบที่สุด เพราะปัจจุบันหลายแห่งที่เกิดปัญหา เนื่องจากแก้กฎหมายขยายงานมากกว่าพันธกิจดั้งเดิมของตัวเอง ส่วนหนึ่งก็พอจะเข้าใจได้ว่า หากไม่ขยายธุรกิจก็จะถูกแบงก์เอกชน แย่งตลาดเพราะปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์เอกชน ได้ทำธุรกิจครอบคลุมทุกสาขา ดังนั้นการให้แบงก์รัฐกลับไปทำหน้าที่ดังเดิม รัฐบาลก็ต้องวางแนวชดเชยให้ชัดเจน เพราะอาจจะมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากการทำหน้าที่ตามนโยบาย ขณะเดียวกันสถาบันการเงินไหนมีแนวโน้มจะไม่ไหวจริงๆ ก็ควรเลือกการควบรวม แทนที่จะใส่เงินเพิ่มทุน โดยเปล่าประโยชน์

แต่ทั้งนี้ก่อนจะควบรวมต้องจัดการแก้หนี้เสียไปพร้อมๆ กันด้วย เพื่อไม่ให้สร้างภาระสถาบันอื่น ส่วนในแง่การกำกับดูแลนั้นควรให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นมากกว่าตรวจสอบบัญชี ส่วนจะถึงขั้นโอนมาอยู่ภายใต้การกำกับหรือไม่นั้น น่าจะมีการหารือผลดีผลเสียกันอย่างจริงจัง เพราะบทเรียนในอาร์เจนติน่า ในอดีตนั้น หลังโอนเข้ามาให้ธนาคารกลางกำกับดูแลแล้ว แต่ในทางปฏิบัติรัฐบาลก็ยัง แทรกแซงได้เช่นเดิม เราจึงเห็นว่ารัฐบาล กระทรวงการคลัง และนักวิชาการควรหันมาใส่ใจกับทางรอดของแบงก์รัฐกันอย่างจริงจัง ปิดจุดอ่อนของเรา ก่อนที่วิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่จะมาเยือนโลกนี้