วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจโลก เรื่องที่เรายังวางใจไม่ได้

ในปี ค.ศ. 2012 เงินลงทุนที่ไหลไปยังประเทศกำลังพัฒนามีประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งดูเหมือนเป็นเงินจำนวนมหาศาล

แต่หากเทียบกับก่อนหน้านั้น ยอดเงินทุนไหลเข้าได้ลดลงถึง 10% คิดเป็นเงินไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของสหประชาชาติที่ชื่อว่า World Economic Situation and Prospects 2013 มองว่าในช่วงปีสองปีนี้ เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคน ยังไว้ใจไม่ได้

ในรายงานฉบับนี้ได้พูดถึงวงจรที่เลวร้ายของประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤติ ตามที่แสดงไว้ในรูป นโยบายต่างๆ ที่อเมริกาและยุโรปออกมาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจการเงินหรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เรารู้จักกัน ยังสามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถฉุดเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้และเศรษฐกิจโลกให้โงหัวขึ้นได้มาจริง เพราะวงจรที่เลวร้ายยังไม่ได้ถูกทำลาย

แน่นอนว่า หากเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วยังออดแอดแบบนี้ ประเทศกำลังพัฒนาอย่างบ้านเราเองก็ต้องพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งออก การลดลงของเงินทุนไหลเข้าในช่วง 6 เดือนหลังของปี ค.ศ. 2012 ที่โดยภาพรวมแล้ว เงินทุนไหลเข้ามายังประเทศกำลังพัฒนาลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 30% ถึง 40% และเพิ่งจะมาฟื้นตัวเอาก็ตอนปลายปีที่แล้วถึงต้นปีนี้ เมื่อบวกกับปัจจัยเสริมจากการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำและการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ที่ทำให้เงินจากประเทศกำลังพัฒนาไหลเข้ามาลี้ภัยในประเทศพัฒนาอย่างประเทศไทยมากขึ้น จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจนน่ากังวลใจ ก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเลยว่า อนาคตของเศรษฐกิจไทยเองก็คงไม่สดใสเท่าที่คิด

ทั้งในปีที่แล้วและการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ จะไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่นัก แต่อย่าลืมว่า การขยายตัวเหล่านี้เกิดขึ้นจากการกระตุ้นการใช้จ่ายแบบเหมารวม โดยไม่ได้มีทิศทางที่ชัดเจนว่า กำลังซื้อที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา จะทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งขึ้นในระยะยาวได้แค่ไหน นั่นหมายความว่า การจะดูตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแล้วจะมาบอกว่า ไทยยังไหวอยู่ ยังสามารถแข่งขันได้อยู่ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่นัก

ข้อมูลหนึ่งที่สามารถนำมายืนยัน ความง่อนแง่นเชิงความสามารถในการแข่งขันของไทยได้ก็คือ ผลสำรวจ Asia Business Outlook Survey 2013 ของนิตยสาร The Economist โดยจะเลือกนำเสนอเฉพาะผลการสำรวจแผนการลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติในประเทศในกลุ่มอาเซียนตามที่ได้แสดงไว้ในตาราง ซึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและมาเลเซียแล้ว ประเทศของเราไม่น่าดึงดูดใจมากเท่ากับสองประเทศนี้ แถมยังมีเวียดนามที่ไล่ตามหลังแบบหายใจรดต้นคอ ยิ่งอันดับของประเทศที่นักธุรกิจต่างชาติไม่มีแผนจะลงทุนด้วยแล้ว ยิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปใหญ่ เพราะสัดส่วนของนักธุรกิจต่างชาติที่ระบุว่าไม่มีแผนลงทุนในไทยค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยของประเทศ ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยคงจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ในช่วงเวลาอันสั้น ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่พวกเราต้องให้ความสำคัญกับการติดตามข่าวสาร เพื่อจะได้เตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

สุดท้ายนี้ ผมขออนุญาตประชาสัมพันธ์งานปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจโลก” โดย Professor Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล อดีตที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบิล คลินตัน งานนี้เป็นความร่วมมือกันของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย AusAid สภาวิจัยออสเตรเลีย และสมาคมนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยจะจัดขึ้น ณ ห้องประชุม ไสว สุทธิพิทักษ์ อาคาร 6 ชั้น 7 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2556 เวลา 8.30 ถึง 12.15 น. ท่านผู้สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ http://www.dpu.ac.th/educonf2013/ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงาน และมีการแปลเป็นภาษาไทยตลอดงาน (รับจำนวนจำกัด)