กรณีสวนดุสิตโพล ยอมรับความผิดพลาดในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
โดยคณะทำงานสวนดุสิตโพลรับผิดชอบด้วยการกราบขอโทษประชาชน สื่อมวลชน และผู้ได้รับผลกระทบจากผลการสำรวจในครั้งนี้ และจะนำบทเรียนจากความผิดพลาดครั้งนี้ไปประเมินเพื่อปรับปรุงและพัฒนาการทำโพลล์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสำนักโพลล์แรกที่ออกมารับความผิดพลาดอย่างตรงไปตรงว่ากระบวนการจัดทำมีปัญหา ในขณะที่สำนักอื่นยังกล่าวโทษไปที่คนตอบแบบสอบถามและปัจจัยอื่นนอกกระบวนการทำโพลล์
อันที่จริง ความผิดพลาดของการทำโพลล์ในครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านั้นก็เคยผิดพลาดมาแล้ว เพียงแต่ในครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่มีคนสนใจมากเป็นพิเศษจากการแข่งขันทางการเมืองอย่างดุเดือดระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ อีกทั้งสำนักทำโพลล์มีการแข่งขันกันมาก แทบจะประชันสถิติกันไม่เว้นแต่ละวัน และการออกมายอมรับความผิดพลาดของสวนดุสิตโพลในครั้งนี้ ทำให้ต้องย้อนกลับไปดูผลการทำโพลล์ในอดีตทั้งหมดว่ามีความถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเราไม่เชื่อว่าเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่เกิดความผิดพลาดขึ้น เพียงแต่ไม่เป็นประเด็นใหญ่เท่านั้น
หากสวนดุสิต รวมทั้งโพลล์สำนักอื่นจะกลับมาทบทวนกระบวนการทำงานของตัวเอง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเพื่อให้มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานเกิดขึ้น ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่าการตรวจสอบกระบวนการทำโพลล์ที่ผ่านมานั้นไม่มีใครทำ เพียงแต่อาจเกิดข้อสงสัยว่าผลที่ออกมาจริงหรือไม่เท่านั้น และการปรับปรุงกระบวนการทำโพลล์นั้นไม่ถือว่าเป็นเรื่องยุ่งยากเกินความสามารถของสำนักวิจัยเหล่านี้ เพราะมีไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง หากทุกอย่างเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางวิชาการเสียแล้ว ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็ย่อมอธิบายได้อย่างมีเหตุผล
แต่ปัญหาของผู้ทำโพลล์ในครั้งนี้ในการอธิบายความผิดพลาดนั้นถือว่าค่อนข้างแปลกอย่างมาก โดยกล่าวโทษนิสัยใจคอของคนกรุงเทพฯหรือคนไทยที่ไม่ชอบบอกความจริง หรือ ที่บอกว่าผู้เก็บข้อมูลถูกหลอก บางสำนักโทษว่าความเคลื่อนนั้นมาจากการแข่งขันทางการเมืองซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากทำให้ผลคลาดเคลื่อน แต่คำอธิบายลักษณะนี้ ฟังดูแล้วถือว่าไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เหมือนกับการเล่นเกมประเภทหนึ่ง เมื่อเกิดความผิดคาดหมายในผลของเกม ผู้เล่นไม่สามารถจะไปกล่าวโทษปัจจัยอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเล่นเกมได้ แต่ต้องโทษตัวเองเท่านั้น
ดังนั้น กรณีของสวนดุสิตโพล จะกลับไปทบทวนกระบวนการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่วิธีการวิจัยเชิงปริมาณที่ถือว่าเป็นต้นตำรับสำหรับการจัดทำโพลล์ จนถึงระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการภาคสนามและเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล ถือว่าเป็นขั้นตอนที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน หากเห็นว่าการทำโพลล์นั้นมีประโยชน์ต่อสาธารณะจริง และต้องตระหนักว่าสำนักวิจัยเหล่านี้อยู่ในสถาบันการศึกษา การดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดย่อมเกี่ยวพันกับผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ การยึดหลักทางวิชาการเหมือนที่ชอบอ้างความเป็นวิชาการทำมาหากินนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
เราเห็นว่านอกจากกระบวนการทำโพลล์ที่ต้องยึดหลักวิชาการอย่างเข้มงวดแล้ว สิ่งที่สำนักโพลล์ต้องตระหนักไว้ให้มากๆ คือทัศนะของผู้ทำโพลล์ต่อปรากฏการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งบางครั้ง มุมมองของคนทำโพลล์ต่อประเด็นทางสังคมถือว่ามีความสำคัญยิ่งกว่ากระบวนการทำโพลล์เสียอีก เพราะหากมุมมองของคนทำโพลล์คับแคบ มีอคติทางการเมืองหรือมีเป้าหมายทางการเมืองอยู่เบื้องหลังเสียแล้ว การทำโพลล์ก็บิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ การทำโพลล์ก็ถือเป็นการทุจริตประเภทหนึ่ง ที่ใช้ความเป็นวิชาการปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริง









