วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ได้ “ผู้ว่าฯ” แล้ว มีอะไรต่อจากนี้

คำถามเหมือนฝรั่งชอบถามกันมากครับเวลาเรื่องหนึ่งบรรลุเป้าหมายหรือสำเร็จเรียบร้อย เขาชอบพูดขึ้นว่า “Then, what’s next?”

แปลเป็นไทยเข้าใจตรงกันว่า “แล้วไงต่อ” ในเมื่อวันนี้เรามีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคการเมืองเก่าแก่ ซึ่งชัยชนะคราวนี้ หากไม่มีกระแส “ความหวาดกลัวการเข้าครอบงำประเทศแบบเกือบเบ็ดเสร็จของพรรคเพื่อไทย” เพราะถ้า “พงศพัศ ชนะ” จะได้เสียงข้างมากทั้งการเมืองของชาติและท้องถิ่นแบบถล่มทลาย พรรคประชาธิปัตย์ จะกลายเป็นพรรคท้องถิ่นเฉพาะภาคใต้ในทันที ทำให้ได้ทราบจากเพื่อนฝูงซึ่งอยู่ในแวดวงงานยุติธรรมว่า หลายคนลงทุน “เหมารถจากต่างจังหวัด นัดหมายพร้อมเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาเลือกหมายเลข 16 โดยจะไม่ลงให้ผู้สมัครอิสระเพราะเชื่อว่านอกจากไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ ยังจะไปตัดคะแนนทำให้ พงศพัศ นำโด่งขึ้นอีก” ไม่ต่างจากหลายๆ สื่อ ที่ทุ่มสุดตัวออกตัวแรงถึงขนาดติดเบอร์บ่งชี้ให้นึกถึงผู้สมัครบางคนในรายการอย่างชัดเจน

นี่คือ “เรื่องจริง” ซึ่งยังไม่นับรวมการกล่าวหาเรื่อง “ซื้อสิทธิ ขายเสียงในบางพื้นที่” ที่ได้ยินเข้าหูมาว่า มีการลงทุนกันถึงหัวละ 2,000 บาท ตรงนี้เป็น “ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่คนที่นำมาเล่าให้ฟังเป็นทั้งข้าราชการนักธุรกิจและชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งเป็นปัญหา” ต้องเป็นหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งหากพบหลักฐานชัดเจนก็มีสิทธิดำเนินการได้ตามกฎหมาย ร้ายแรงถึงขั้นแจกใบแดงได้เหมือนการเลือกตั้งใหญ่สำหรับ ส.ส. ส.ว. เช่นกัน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายคนเป็นห่วง สำหรับ “ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์” คือ คดีค้างเก่า ซึ่งต่อเนื่องมาจากการปฏิบัติราชการในสมัยแรก ทั้งคดีสัมปทานส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้า บีทีเอส และเรื่องการบริจาคเงินเข้าพรรคซึ่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย ทำให้ ดีเอสไอ นำโดย คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ มีการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว กลายเป็น “เผือกร้อน” ทำลายสมาธิในการทำงานสมัยที่สองของ “คุณชายหมู” อย่างยิ่ง เพราะเชื่อว่า ลึกๆ แล้ว คนอย่างคุณธาริต ซึ่งเป็นอัยการมาอย่างช่ำชอง ในกระบวนการสอบสวนหากไม่มั่นใจขนาดว่าจะดำเนินการในทางคดีได้ คงไม่กล้าเสี่ยงขนาดเอาชื่อเสียงชีวิตราชการที่สั่งสมมา ทำอะไรเพื่อการเมืองอย่างที่โจมตีกัน ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่า การดำเนินการในทางคดีจะดำเนินการเช่นไรในระยะทางข้างหน้า

ส่วน การรับ พลตำรวจเอก พงศพัศ เข้ารับราชการตำรวจ ควบ เลขาธิการ ป.ป.ส. ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิมก่อนลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “ผู้ว่าฯ กทม.” ในทางกฎหมายทำได้จริง แต่ “เสียงคัดค้าน” ดูเหมือนจะดังกระหึ่มมาหลายทิศทาง ตั้งแต่ “พลตำรวจเอก ประทิน สันติประภพ” อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งก็คือ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน นายเก่าของคุณ พงศพัศ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย เพราะท่านมองในทำนองว่า “การที่ คุณพงศพัศ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าฯ สังกัดพรรคเพื่อไทย เป็นการแสดงตัวชัดเจน และด้วยหลักการไม่พึงไปเกี่ยวพันกับทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง เพราะเกรงจะเสียความเป็นกลาง” แม้ว่า คุณพงศพัศ จะสามารถแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่สมัยอยู่ในต่างประเทศในช่วงก่อนการเลือกตั้งและมีแนวโน้มว่าอาวุโสน่าจะไปได้ถึง “ว่าที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ตามที”

เรื่องเหล่านี้ ประชาชนต้องลองพิจารณาดูว่า อนาคตทางการเมืองทั้งของ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ และ พล.ต.อ. พงศพัศ ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะทาง ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ เอง ต้องเจอมรสุมทางการเมืองเกี่ยวกับคดีความ ไม่ต่างกับนักการเมือง หรือ ข้าราชการหลายคนซึ่งเลือกข้างทางการเมืองชัดเจน พอพ้นตำแหน่งหลักหรือเกษียณอายุราชการก็มีเหตุให้ต้องเดินขึ้นโรงศาลเป็นว่าเล่น ส่วน พล.ต.อ. พงศพัศ นอกจากเสียงคัดค้าน ยังมีบรรทัดฐานของ “คุณแจ๊ส” ชื่อเล่น ของ "พล.ต.ต. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง" ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ซึ่งประกาศก้องตีความได้ว่า หากวันใดประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล บุคคลคนนี้จะลาออกจากราชการ เพราะคงระลึกรู้ว่า ตนเองแสดงตนชัดเจนว่าเลือกข้างใด และสังคมจะมองตนเองอย่างไร จึงอาจเป็นสิ่งที่น่าจะทำให้ พล.ต.อ. พงศพัศ กระอักกระอ่วนใจพอสมควร หากต้องหวนกลับคืนถิ่นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อีกครั้งหนึ่ง