ประเทศพัฒนาแล้วที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซา ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ซึ่งเผชิญวิกฤติการเงินเมื่อหลายปีที่แล้ว
และยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ยุโรปซึ่งเผชิญวิกฤติหนี้ และปีนี้ส่อเค้าว่าเศรษฐกิจจะถดถอย ญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจซบเซามาหลายปีแล้วแถมยังมีปัญหาเงินฝืด พากันส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ยุติมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ลงอย่างง่ายๆ ตราบใดที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว สภาพการณ์ดังกล่าวเห็นได้จากถ้อยคำของประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ที่อธิบายเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ยังต้องการการกระตุ้นในรูปของการเข้าซื้อพันธบัตรผ่านโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ เดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ หรือ คิวอี 3 เพื่อดึงดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดลง และส่งเสริมการลงทุน
ประธานเฟด ระบุว่า การผ่อนคลายเชิงปริมาณกำลังส่งเสริมการฟื้นตัวอย่างมาก และไม่เป็นชนวนเงินเฟ้อ ทั้งยังหนุนนำตลาดที่อยู่อาศัย รวมถึงการผลิต-จำหน่ายยานยนต์ และสินค้าคงทนอื่นๆ นอกจากนั้น ยังกระตุ้นตลาดแรงงานด้วย แต่อัตราว่างงานที่ยังอยู่ในระดับ 7.9% ถือว่าสูงเกินเป้าหมายมาก ทั้งยังก่อผลกระทบในวงกว้าง เพราะว่าผู้ตกงานและครอบครัวไม่เพียงเผชิญปัญหาเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียถึงภาคเศรษฐกิจสำคัญ ศักยภาพการผลิตโดยรวมของประเทศ ทำให้รายได้ภาครัฐลดน้อยลงอีกทั้งต้องใช้จ่ายมากขึ้น อันทำให้การขาดดุลและหนี้สินเพิ่มขึ้น ประธานเฟดคาดว่า กว่าเศรษฐกิจจะเข้มแข็งจนสามารถสร้างงานได้มากพอ ดึงอัตราว่างงานให้ลดลงจาก 7.9% เหลือ 6% ก็น่าจะประมาณปี 2559 หรือ อีก 3 ปี
ด้าน ประธานธนาคารกลางยุโรป หรือ อีซีบี กล่าวทำนองเดียวกันว่า อีซีบียังห่างไกลจากการยุติมาตรการช่วยเหลือประเทศในยูโรโซนที่เผชิญวิกฤติหนี้มากว่า 3 ปี พร้อมระบุว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นความเชื่อมั่นของอีซีบี จะไม่ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น สำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของยูโรโซน หรือ 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร อันประกอบด้วยประชากร 340 ล้านคนนั้น ส่อเค้าตกสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะหดตัว 0.3% หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ติดลบไป 0.6% ส่วนอัตราว่างงานก็มีแนวโน้มจะทะลุระดับ 20 ล้านคน และคาดว่าการว่างงานจะเพิ่มขึ้นไปจนถึงปีหน้า
สำหรับกรณีของประเทศในเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่น ซึ่งเศรษฐกิจซบเซามานานและประสบภาวะเงินฝืดมาหลายปี จนกระทั่งได้ผู้นำคนใหม่ปลายปีที่แล้ว ซึ่งประกาศจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวนั้น ล่าสุดก็ได้เสนอชื่อผู้ว่าการธนาคารกลาง หรือ บีโอเจ คนใหม่ ซึ่งสนับสนุนการผ่อนคลายทางการเงินอย่างมาก ว่าที่ผู้ว่าบีโอเจคนนี้ขึ้นชื่อด้านมีแนวคิดสนับสนุนนโยบายผ่อนคลายการเงิน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ดังนั้น หากผ่านการรับรองจากสภา ก็น่าจะได้เห็นบีโอเจใช้จ่ายมากขึ้น และผ่อนคลายการเงินอย่างหนัก หลังจากเมื่อเดือนที่แล้วเพิ่งประกาศว่าจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายอย่างไม่จำกัด พร้อมกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ 2%
แม้ว่าชาติที่ดำเนินแนวทางผ่อนคลาย ระบุว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น และคอยระวังสัญญาณปัญหาต่างๆ อย่างเงินเฟ้อ รวมถึงมีเครื่องมือที่เหมาะสมในอันที่จะยุติมาตรการเหล่านี้ ในเวลาที่เงื่อนไขต่างๆ เข้ารูปเข้ารอย แต่ระหว่างการดำเนินมาตรการเหล่านี้ ผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ก็ย่อมมีบ้างไม่มากก็น้อย และไทยก็เป็นอีกชาติหนึ่งที่ต้องจัดวางแนวทางรับมือ รวมถึงดูแลเศรษฐกิจในประเทศอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบทั้งหลายให้น้อยที่สุด









