วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

100 ปี Canberra

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่คนไทยนิยมไปเที่ยวมากประเทศหนึ่ง เพราะว่าระยะทางไม่ไกลมากและราคาก็ไม่ถึงกับแพงมาก

แต่ถ้าพูดถึงเมืองหลวงของประเทศออสเตรเลียละก็คงจะได้รับความสนใจไม่มาก ปีนี้เป็นปีที่เมือง Canberra มีการวางศิลาฤกษ์ครบ 100 ปีพอดีในวันที่ 12 มีนาคม อันเป็นวันที่มีการขนานนาม Canberra อย่างเป็นทางการด้วย เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับความเป็นมาของเมืองนี้มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจพอสมควร

เรื่องราวเกี่ยวกับการประกาศเอกราชของออสเตรเลียเริ่มต้นพูดกันในราวกลางศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นประมาณ 40 ปี ผู้ที่เรียกร้องถึงความจำเป็นในการจัดตั้งรัฐบาลสหพันธรัฐด้วยมุมมองหลักทางด้านความมั่นคง ก็คือ Henry Parkes นายกรัฐมนตรีแห่งอาณานิคมนิวเซาท์เวลส์หรือบิดาผู้ให้กำเนิดประเทศออสเตรเลียนั่นเอง ผลสืบเนื่องจากการปราศรัยของเขาที่ Tenterfield School of Arts ทำให้เกิดการประชุมร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ในวันเปิดประชุมนั่นเอง เขาได้กล่าวนำในการยกแก้วขึ้นดื่มอวยพรว่า “One People, One Destiny”

ตั้งแต่ปี 1850 เป็นต้นมา อาณานิคมของอังกฤษ 6 แห่งในออสเตรเลียต่างก็มีระบบสังคมของตนเองในระดับหนึ่งและต่างก็มีแนวทางการพัฒนาของตนเอง การรวมตัวของพวกเขาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ใช่เพื่อการทำสงครามเพื่อเอกราชและก็ไม่ได้หวังว่าอาณานิคมต่างๆ จะมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเรื่องของผลประโยชน์ อันตราย หรือ ข้อห่วงใย ในการที่อยู่ร่วมทวีปเดียวกัน และก็ไม่ใช่อีกเหมือนกันที่จะรวมเอาอาณานิคมต่างๆ เข้าเป็นประเทศที่มีอธิปไตยเดียวกัน เป็นที่แน่นอนเหลือเกินว่า ปัญหาที่จะต้องเห็นชอบกันมีมากมายมหาศาลย่อมทำให้มีการอภิปรายถกเถียงกันในที่ประชุมอย่างเผ็ดร้อน

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์รัฐที่จะนำมาใช้ก่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 มีการขอประชามติด้วย ที่จริงแล้ว ขณะนั้นยังไม่มีประเทศ จึงน่าจะเรียกว่า “การลงบัตรของผู้อยู่อาศัยในอาณานิคม” มากกว่าจะเรียกว่า “ประชามติ” เรื่องอย่างนี้ถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างมากในสมัยนั้น (ปี 1898) การลงคะแนนในครั้งนั้นมีจำนวนบัตรที่เห็นด้วยมากกว่าคัดค้าน แต่ว่านิวเซาท์เวลส์ไม่อาจบรรลุถึงคะแนนเสียงเห็นชอบขั้นต่ำจำนวน 80,000 เสียงที่ต้องใช้เห็นชอบได้ เป็นที่น่าสนใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกดดันให้อาณานิคมอื่นๆ ยอมถอยในเรื่องการเลือกเมืองหลวงนั่นเอง

อาณานิคมนิวเซาท์เวลส์มีบทบาทอย่างสำคัญตั้งแต่การตั้งรกรากเป็นต้นมาและมีการพัฒนาในเรื่องการค้าขายและการส่งออก จึงผลักดันนโยบายการค้าเสรีเรื่อยมา ส่วนอาณานิคมวิคตอเรียมีอุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้าภายหลังการตื่นทองในทศวรรษที่ 1850 จึงยึดนโยบายปกป้องทางการค้า การสนับสนุนจากผู้อยู่อาศัยในอาณานิคมนิวเซาท์เวลส์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในขณะที่พวกเขากลัวกันว่าเมลเบิร์นที่กำลังรุ่งเรืองจะกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศสหพันธรัฐที่จัดตั้งขึ้น ดังนั้น การประชุมร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขร่างจึงได้มีขึ้นและกำหนดว่าจะจัดตั้งเมืองหลวงไว้บนที่ดินของอาณานิคมนิวเซาท์เวลส์

ในปีถัดมา หรือ 1899 การลงมติของผู้อยู่อาศัยในอาณานิคมต่างๆ ซึ่งรวมทั้งนิวเซาท์เวลส์ด้วยได้เห็นชอบทั้งหมด รัฐธรรมนูญผ่านการแก้ไขอีกเล็กน้อย ในที่สุด “พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐออสเตรเลีย” ก็ได้ประกาศใช้ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1901 และ ออสเตรเลียก็ได้กลายเป็นประเทศเอกราชเกิดใหม่ในวันแรกของศตวรรษที่ 20 นั่นเอง

ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น มีใจความตอนหนึ่งว่า “ที่ตั้งของรัฐบาลสหพันธรัฐนั้น รัฐสภาเป็นผู้กำหนด รัฐบาลเป็นเจ้าของ และ ที่ตั้งกำหนดให้อยู่ภายในรัฐนิวเซาท์เวลส์” เงื่อนไขมีอยู่อีกอย่างหนึ่งคือ เมืองหลวงจะต้องมีระยะห่างจากซิดนีย์ไม่น้อยกว่า 100 ไมล์ ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าเป็นแรงต่อต้านส่วนหนึ่งจากรัฐวิคตอเรีย อันเป็นที่ตั้งชั่วคราวของรัฐสภาในระหว่างที่เมืองหลวงยังสร้างไม่เสร็จ คล้ายๆ กับว่า “ถ้าเป็นซิดนีย์ละก็ไม่ยอมแน่ๆ”

ทำเลที่จะคัดเลือกเป็นเมืองหลวงมีถึงกว่า 60 แห่ง ส่วนใหญ่มีที่ตั้งลึกเข้าไปในแผ่นดินด้วยทัศนคติการป้องกันประเทศเป็นหลักใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังมีความเชื่อที่ว่าพื้นที่ที่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่มีระดับค่อนข้างสูง มีอากาศเย็นสบาย ทำให้สุขภาพดีและทำให้คนฉลาดมีจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 1902 เป็นต้นมา ผู้แทนราษฎรได้ออกเดินทางไปดูทำเลที่ตั้งต่างๆ บางครั้งก็พบกับพายุทราย ไฟป่า หรือคลื่นความร้อน ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงมากจนสื่อมวลชนเอาไปหยอกล้ออย่างขบขันว่าเป็น “ปิกนิกบ้าๆ บอๆ” Chris Watson นายกรัฐมนตรีคนที่สามได้กล่าวในภายหลังว่า “แม้ว่าถ้าตัวเองหรือเพื่อนผู้แทนคนอื่นไปดูตามที่กำหนดไว้ได้ละก็ คงจะเลือก Canberra แน่ ๆ” แต่ยังไงๆ ก็ไม่ได้ไป

การลงมติผ่านไปหลายครั้ง สภาสูงและสภาล่างได้เห็นชอบกับเมือง Dalgety แต่น่าแปลกที่ว่าแม้แต่เดี๋ยวนี้ Dalgety ก็ยังมีประชากรไม่ถึง 100 คน ในแง่ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ซึ่งเป็นฝ่ายที่จะต้องตัดที่ดินยกให้ไปแล้ว มักจะปฏิเสธอยู่เสมอว่า “ไกลจากซิดนีย์เกินไป” แต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้ที่ Yaas-Canberra ซึ่งเป็นที่ที่ทัศนียภาพสวยงาม อากาศดี น้ำดี และ ภูมิอากาศสบายๆ ชุมชนและเส้นทางรถไฟก็มีอยู่ในบริเวณใกล้เคียงแล้ว การขนส่งสัมภาระง่าย ต้นทุนการก่อสร้างจึงไม่สูงมาก เนื่องจากอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน การโจมตีจากทางทะเลจึงไม่เป็นประเด็น รัฐนิวเซาท์เวลส์เองก็ชี้ให้เห็นว่าถ้าหากรัฐสภาเลือกที่นั่นละก็ได้เตรียม Jervis Bay ไว้ให้สหพันธรัฐสร้างท่าเรือเป็นของตนเองเป็นการต่างหากโดยเฉพาะ ในที่สุดก็ผ่านการลงคะแนน

ในปี 1908 มีการประกาศผลการคัดเลือก Yaas-Canberra เป็นที่ตั้งเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ ในขณะนั้น ประชากรมีเพียง 1,714 คน ม้า 1,762 ตัว วัว 8,412 ตัว แกะ 224,264 ตัว การประกวดการออกแบบนานาชาติเพื่อทำให้ที่ดินที่เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์กลายเป็นเมืองหลวงในอุดมคติ ได้จัดให้มีขึ้นทั้งงานจากภายในประเทศ ยุโรป และ สหรัฐอเมริกาจำนวนทั้งสิ้น 137 ชิ้น งานที่ได้รับการคัดเลือกให้ชนะการออกแบบมาจาก Walter Burley Griffin และ Marion Mahoney Griffin สถาปนิกจากชิคาโก ผู้ซึ่งวางหลักการออกแบบไว้ที่ “แกนหลักแห่งพิภพ” ซึ่งเริ่มต้นจาก Mt. Anslie ไปยัง Capital Hill กับ “แกนหลักแห่งน้ำ” ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ขุดขึ้นมา แกนทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท การออกแบบเป็นการใช้รูปแบบเรขาคณิตมาวางพื้นที่ใช้งานส่วนต่างๆ ลงไป ทำให้สภาพภูมิประเทศมีชีวิตชีวาอย่างบริเวณที่เรียกว่า Parliamentary Triangle

ในวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1913 Lady Dennman ภรรยาของผู้สำเร็จราชการประจำออสเตรเลียคนที่ 5 ได้ทำพิธีสถาปนาชื่อ Canberra อย่างเป็นทางการขึ้นที่ Kurrajong Hill อันเป็นที่ตั้งของ Capital Hill และรัฐสภาแห่งใหม่ในปัจจุบันนี้ หลังจากนั้น 2 เดือน Walter และ Marion ภรรยาได้เดินทางมาออสเตรเลียและรับหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างเมืองหลวงของสหพันธรัฐแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งภายในรัฐบาลเป็นอุปสรรคต่องานของกริฟฟิน นอกจากนี้ความขาดแคลนทางการเงินและสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การพัฒนาเมืองหลวงตามแบบไม่มีความคืบหน้า สาธารณูปโภคทำได้น้อยมาก ส่วนอาคารที่เขาออกแบบไม่ได้ก่อสร้างเลยจนกระทั่งสัญญาของเขาหมดลงในปี 1920

มันก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่สถาปนิกชาวเดนมาร์กที่ออกแบบโอเปร่าเฮ้าส์อันเป็นมรดกโลกก็ต้องลาออกไปในระหว่างการก่อสร้างงานออกแบบของเขาเช่นเดียวกัน พวกเขาที่อุตสาห์ต่อสู้เพื่อให้โครงการในอุดมคติของเขาเป็นจริงในดินแดนต่างเมือง ต่างก็ต้องลาออกไปกลางทางโดยไม่อาจมองเห็นผลงานของตนเองสำเร็จลงได้เลย

กริฟฟินได้เดินทางต่อไปยังอินเดียและเสียชีวิตลงในปี 1937 การเปิดทะเลสาบอันเป็นแกนในงานออกแบบของเขาไม่ได้เกิดขึ้นจนกระทั่งปี 1964 การใช้งานเป็นเมืองหลวงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจังจนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกนานหลังจากนั้น

ขั้นตอนแรกที่สำคัญของเมืองหลวงแห่งนี้คือ การก่อสร้างอาคารประชุมรัฐสภา “ชั่วคราว” เสร็จสิ้นลงในปี 1927 แต่ว่าในตอนนั้น การคมนาคมและการสื่อสารก็ยังไม่ก้าวหน้า ตลาดหุ้นวอลสตรีทที่พังทลาย เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และ สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงเหตุการณ์อันยากลำบากที่ทำให้การพัฒนาเมือง Canberra ไม่มีความคืบหน้า ผู้ที่ทำให้การก่อสร้างเมืองแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งคือ Robert Menzies นายกรัฐมนตรีภายหลังสงคราม ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเมืองหลวงในทศวรรษที่ 1950 โดยได้เร่งรัดการย้ายหน่วยราชการที่ยังคงตั้งอยู่ที่เมลเบิร์นให้ย้ายมาที่เมืองหลวงเร็วขึ้น

ในปี 1950 ประชากรของ Canberra ที่มีไม่ถึง 25,000 คน กลายเป็น 50,000 คนใน 9 ปีต่อมา 100,000 คนในอีก 8 ปีต่อมา และ 200,000 คนใน อีก 9 ปีต่อมาในปี 1976 ในโอกาสฉลอง ครบรอบ 200 ปีแห่งการตั้งรกรากในออสเตรเลียในปี 1988 รัฐสภาแห่งใหม่ในปัจจุบันได้สำเร็จเสร็จสิ้นลงบน Capital Hill อันเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งนี้ได้ทุกวันนี้