เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่านดำเนินมาเป็นระยะเวลาหกปีเต็ม ในการนำเสนอมุมมองที่หลากหลาย
โดยเน้นไปที่ เศรษฐศาสตร์การเมือง ร่วมด้วยประเด็นด้าน การเมือง สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ นโยบายศึกษา ฯลฯ จากนักเขียนหลายท่านที่ล้วนมีความสัมพันธ์กับบ้านสามย่านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้ง คณาจารย์ นักวิจัย และศิษย์ปัจจุบัน รวมถึงบรรดาศิษย์เก่าที่ออกไปทำงานตามแวดวงต่างๆ ทั้งวิชาการและไม่วิชาการ และตามสถาบันรัฐและเอกชนต่างๆ เป็นต้น
เมื่อพันธกิจหลักของพื้นที่นี้คือการนำเสนอมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่เน้นการศึกษาสังคมเศรษฐกิจด้วยทฤษฎี “เศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก” หรือ “เศรษฐศาสตร์กระแสรอง” (เช่นแนวทาง เศรษฐศาสตร์สถาบัน เศรษฐศาสตร์แบบมาร์กซ์ เศรษฐศาสตร์แบบสตรีนิยม ฯลฯ) หรือในคำภาษาอังกฤษที่ว่า “Heterodox Economics” วันนี้ผมจึงขอมาพูดคุยในประเด็นดังกล่าวกัน
อาจกล่าวได้ว่าลักษณะโดดเด่น (แต่ไม่ได้หมายความว่าดีนะครับ) หนึ่งของสาขาเศรษฐศาสตร์ คือการที่มีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เน้นการศึกษาแบบจำลองตลาดเสรี และหน่วยเศรษฐกิจที่มีเหตุผล ได้กลายมาเป็นภาพตัวแทนหลักของสาขา โดยที่เศรษฐศาสตร์แนวทางนอกกระแสหลักอื่นๆ นั้นมีลักษณะที่เป็น “ชายขอบ” กล่าวคือ ไม่ใคร่มีส่วนร่วมสังฆกรรมในแวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ซักเท่าใดนัก ซึ่งหลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าเพราะเหตุใด? ซึ่งโชคดีที่เมื่อเดือนธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานประชุมของสมาคมนักเศรษฐศาสตร์นอกกระแสในออสเตรเลีย (Conference of the Australian Society of Heterodox Economists : SHE) ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลล์ (University of New South Wales) และได้เข้าไปฟังการนำเสนอบทความโดย เฟรเดอริก ลี (Frederic Lee) ที่ถือว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์กระแสรองชื่อดังคนหนึ่ง แห่งมหาวิทยาลัยมิสซูรี (University of Missouri-Kansas City) ซึ่งได้ให้มุมมองและข้อมูลถึงสถานภาพความเป็นชายขอบของเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักในประเทศอังกฤษไว้อย่างน่าสนใจ (จริงๆ แล้ว เฟรด ลี เป็นอเมริกันนะครับ แต่ตอนพูดเปิดประเด็นนำเสนอแกบอกว่าสำหรับกรณีอเมริกานี่ไม่ต้องพูดถึง มีความเป็นกระแสหลักอย่างชัดเจนยิ่งกว่าที่ใดๆ ดังนั้นคราวนี้เลยขอมองที่อังกฤษดูบ้าง)
บทความของเฟรด ลี เสนอว่า ผลพวงของการที่สถานภาพของเศรษฐศาสตร์กระแสรองที่นับวันยิ่งเสื่อมถอยลงนั้น อิงกับบริบทการวัดคุณภาพวิชาการภายใต้กรอบการประเมินงานวิจัย หรือ “Research Assessment Exercise” (RAE) ที่ได้กระทำมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 (จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็มีแต่ใช้ในชื่ออื่น) และมีส่วนสำคัญในการจัดสรรเงินทุนวิจัยให้แก่ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ในประเทศอังกฤษ โดยโครงสร้างในการจัดสรรเงินทุนไปไปยังภาควิชาต่างๆ นั้นเริ่มด้วยการที่รัฐจัดหาจำนวนเงินทุนก้อนหนึ่งสำหรับการวิจัยในสาขาเศรษฐศาสตร์ให้แก่คณะกรรมการเงินทุน (ได้แก่ University Funding Council และ Higher Education Funding Council) ซึ่งคณะกรรมการฯ นี้มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรและกระจายเงินทุนไปตามภาควิชาฯในจำนวนที่ลดหลั่นกันไป สิ่งที่เป็นตัวตัดสินจำนวนเงินทุนที่จะไปยังภาควิชาต่างๆ ก็คือการจัดคุณภาพจากกรอบการประเมิน “RAE” นั่นเอง โดยถ้าถูกจัดคุณภาพว่า “ดี” ก็จะได้รับการจัดสรรที่ “มาก” ตามไปด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์จึงตอบสนองต่อกระบวนการดังกล่าว โดยพยายามที่จะเพิ่ม (หรืออย่างน้อยที่สุดก็รักษา) จำนวนเงินทุนจัดสรรที่ได้รับ วิธีการที่มีประสิทธิภาพคือ ภาควิชาฯจำเป็นต้องทำให้ตัวเองได้รับผลการประเมินคุณภาพที่ดี และมีการจัดการกำลังคนที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าทางคุณภาพวิชาการที่ “RAE” ให้ไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับไปมองกรอบการวัดคุณภาพวิชาการดังกล่าวกลับพบว่า กรรมการที่นั่งเป็นตัวหลักในการประเมินนั้น (ทั้งที่เป็นสมาชิกใน Royal Economics Society และ ที่ประชุมหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์) ล้วนเป็นนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการวัดคุณภาพทางวิชาการ และโครงสร้างของสมาชิกในกระบวนการดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาควิชาฯเลือกจะให้คุณค่า (Value) แก่การจัดการเรียน การสอนและการวิจัยในแบบกระแสหลักมากกว่า ซึ่งทั้งหมดได้กระทบต่อการตัดสินใจของภาควิชาอย่างน้อยสองประการได้แก่
ประการแรก ส่งผลกระทบต่อการเลือกวารสารเพื่อตีพิมพ์ผลงานวิชาการของภาควิชาเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ ภาควิชาฯมีแนวโน้มกระตุ้นให้คณาจารย์และนักวิจัยในสังกัดส่งผลงานของตนไปยังวารสารทางเศรษฐศาสตร์ “หลัก” (Core) ที่อยู่ในการจัดอันดับที่สูง (Top rank) ซึ่งบัญชีรายชื่อของวารสารหลักระดับท็อปนั้นสามารถอิงได้กับงานวิจัยของอาเธอร์ ไดมอนด์ (Arthur Diamond) ในปี 1988 ที่ใช้การวิเคราะห์รายชื่อวารสารที่ได้ถูกอ้างอิงเป็นอย่างมาก อาทิเช่น American Economic Review, Econometrica, Review of Economics and Statistics, Journal of Political Economy (สำหรับอันนี้อย่าโดนหลอกโดยชื่อนะครับ เพราะแม้ชื่อจะเป็นเศรษฐศาสตร์การเมือง แต่เนื้อข้างในมีความเป็นกระแสหลักอย่างมาก) ฯลฯ ซึ่งตรงนี้ เฟรด ลี ได้แสดงข้อมูลทางสถิติสะท้อนให้เห็นว่า จำนวนการส่งผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับท็อปของภาควิชาฯมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป อีกทั้งการตีพิมพ์ผลงานในวารสารระดับท็อปยังมีความสัมพันธ์กับการได้รับผลการประเมินคุณภาพทางวิชาการว่าดีจาก RAE ด้วย
ประการที่สอง เพื่อให้สามารถทำยอดผลงานวิชาการในวารสารติดอันดับ ภาควิชาฯจึงชอบที่จะจ้างนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมากกว่านักเศรษฐศาสตร์กระแสรอง รวมถึงการตัดสินใจเลื่อนขั้นตำแหน่งทางวิชาการให้แก่คณาจารย์ก็มีแนวโน้มที่จะให้แก่ผู้ที่ทำผลงานในแนวทางกระแสหลักเป็นหลัก ตรงนี้ยังสะท้อนไปถึงการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่เน้นแต่ด้านกระแสหลักแต่เพียงถ่ายเดียว โดยถูกให้คุณค่าว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ที่ปรารถนา ซึ่งตรงนี้ก็สอดคล้องกับข้อแถลงการณ์สำหรับเกณฑ์มาตรฐานในสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2000 และ 2007 ภายใต้ชื่อ “Act of Uniformity” ของหน่วยงานประกันคุณภาพเพื่อการศึกษาระดับสูง (Quality Assurance Agency for Higher Education : QAA) ที่วางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอยู่บนหิ้งในฐานะที่เป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการสอนนักเรียน และเป็นทฤษฎีที่ถูกคาดหวังให้นักเรียนเศรษฐศาสตร์ต้องรู้
กระบวนการตัดสินใจสองข้อของภาควิชาฯ ที่ได้กล่าวมาล้วนมีกระทบทางลบต่อสถานภาพของเศรษฐศาสตร์กระแสรองในประเทศอังกฤษ ซึ่งผมจะขอนำเสนอข้อมูลตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า พร้อมทั้งกรณีที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นจากกรอบการประเมินคุณภาพในประเทศออสเตรเลียด้วยครับ









