วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อัตรา ‘เงินใต้โต๊ะ’ พุ่งขึ้นไปที่ 30%?

รายงานของ “เสียงอเมริกา” (Voice of America) วันก่อนพาดพิงถึงประเด็น “เงินใต้โต๊ะ” ที่นักธุรกิจไทยต้องจ่าย

ให้กับนักการเมืองและข้าราชการ ตอกย้ำให้เราได้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่านี่ไม่ใช่เรื่องในบ้านของเราอย่างเดียว หากแต่เป็นหัวข้อที่คนอื่นเขามองจากข้างนอกเข้ามาเจาะลึกถึงปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงของบ้านเราอย่างน่าอนาถ

ผมถ่ายทอดรายงานชิ้นนั้นมาให้ได้อ่านกันอย่างนี้

“นักธุรกิจชาวไทยผู้หนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อโอดครวญว่า ทุกวันนี้ตนต้องจ่ายใต้โต๊ะแพงเหลือเกิน จากเมื่อก่อนตกประมาณ 5-10% ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 30% และเมื่อเร็วๆ นี้ รายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะสูญเสียเงินไปกับการคอร์รัปชันในปีนี้ราว 2% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 330,000 ล้านบาท"

รายงานชิ้นนี้ยังบอกด้วยว่า "เวลานี้บริษัทเอกชนที่ต้องการได้สัญญารับเหมาโครงการของรัฐบาลจะต้องจ่ายเงินสินบนแพงขึ้นกว่าเดิม ซึ่ง ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าการที่อัตราค่าสินบนเพิ่มขึ้นนั้น เป็นเพราะการแข่งขันทางธุรกิจในระดับท้องถิ่นเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เงินที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้สัญญารับเหมาจากรัฐบาลสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน"

นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า ปัจจุบันรัฐบาลไทยกำลังถูกสั่นคลอนด้วยปัญหาคอร์รัปชันในวงกว้าง ทั้งจากโครงการจัดการน้ำหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 โครงการรับจำนำข้าว ตลอดจนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายแห่ง

ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งเวลานี้เป็นกรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ระบุว่า ดูเหมือนปัญหาคอร์รัปชันของไทยในปัจจุบัน จะรุนแรงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน และไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ปัญหาคอร์รัปชันยังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต

รายงานล่าสุดของ Center for International Policy ในสหรัฐ ชี้ว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2544-2553 มีเงินรั่วไหลออกนอกระบบเศรษฐกิจจีนไปกับการกระทำที่เข้าข่ายคอร์รัปชัน หลีกเลี่ยงภาษีหรืออาชญากรรมทางการเงินอื่นๆ ราว 2,740,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนเศรษฐกิจของอินเดีย มีเงินรั่วไหลราว 123,000 ล้านดอลลาร์ และของไทย ตกประมาณ 64,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 20 ล้านล้านบาท ในช่วงเวลา 10 ปีดังกล่าว

คุณ Shervin Majlessi ที่ปรึกษาของสำนักงานต่อต้านยาเสพติดและอาชญากรรม สหประชาชาติ หรือ UNODC ชี้ว่า ปัญหาการคอร์รัปชันในเอเชียขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจเอเชียกำลังเติบโต โดยเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศมากขึ้นและมูลค่าสัญญาที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันขยายวงกว้างออกไป จึงจำเป็นต้องมีระบบการควบคุมหรือต่อต้านการคอร์รัปชันที่เข้มแข็งขึ้นด้วยเช่นกัน

ดร.บัณฑิต นิจถาวร ซึ่งเวลานี้ทำหน้าที่ดูแลกลุ่มบริษัทเอกชนต่างๆ เพื่อต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชัน กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน คือ สิ่งสำคัญในการจัดการกับปัญหานี้ โดยบอกว่า "การจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้นั้น ต้องมองไปทั้งส่วนของผู้ที่ให้และรับสินบน การควบคุมหรือรณรงค์ในส่วนของบริษัทเอกชน ซึ่งถือว่าอยู่ในส่วนของผู้ให้สินบน จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่ตนเชื่อว่าอาจจะช่วยลดปัญหาการคอร์รัปชันได้เช่นกัน”

รัฐบาลต้องแสดงความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสกับข่าวอย่างนี้ และจะต้องประกาศมาตรการที่ใครมาตรวจสอบอย่างไรก็ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าข่าว “เงินใต้โต๊ะอย่างน้อย 30%” เป็นไปไม่ได้

เพราะถ้ามันจริง คนที่ต้องเข้าประมูลโครงการต่างๆ ของรัฐบาล จะต้องคิดหนัก ถ้าไม่ประกาศไม่เข้าร่วมก็ต้องคิดเผื่อบวกค่าใช้จ่ายเพิ่ม 30% เอาไว้ และกระซิบบอกใครต่อใครไปทั้งโลกว่าทำธุรกิจเมืองไทยมันต้อง “แพง” เพราะอะไร

สำหรับคนไทยเอง นี่เป็นเรื่องน่าอับอายและตอกย้ำว่ามะเร็งร้ายตัวนี้ยังอหังการสิ้นดี!