ตลาดค้าปลีกของอินเดียเป็นตลาดใหญ่มหาศาล มูลค่าตลาดเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมาประมาณ 14 ล้านล้านบาท แต่เป็นมูลค่าที่มาจากร้านค้าปลีกขนาดย่อม
แบบดั้งเดิมหรือร้านโชห่วย ที่เรียกกันว่า Kirana ถึงร้อยละ 94 ในขณะที่มูลค่าจากร้านค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดยังมีสัดส่วนอยู่น้อยมาก อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่าการเจริญเติบโตของร้านค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดของอินเดียอยู่ในอัตราที่สูงมาก เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สัดส่วนมูลค่าการค้าปลีกของร้านค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดยังมีสัดส่วนอยู่เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น แต่ได้เติบโตขึ้นอย่างมากและรวดเร็วจนถึงปีที่แล้วมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.4 แสนล้านบาท ซึ่งก็ต้องถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว และที่สำคัญแนวโน้มการเจริญเติบโตของร้านค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดยังคงเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะที่ร้านโชห่วยดั้งเดิมของอินเดียเองก็ต้องต่อสู้เพื่อรักษาตลาดของตนเองต่อไป
มูลค่าค้าปลีกของอินเดียส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 60 จะเป็นมูลค่าค้าปลีกสินค้าประเภทอาหาร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.4 ล้านล้านบาท โดยในกลุ่มสินค้าประเภทนี้ร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดียยังคงครองตลาดเป็นส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 98 ในขณะที่ร้านค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดยังคงมีสัดส่วนอยู่เพียงร้อยละ 2 เท่านั้น แต่มีแนวโน้มการเจริญเติบโตที่น่ากลัว เพราะคนอินเดียรุ่นใหม่เริ่มหันมานิยมซื้อสินค้าประเภทอาหารจากร้านค้าปลีกประเภทโมเดิร์นเทรดมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญนโยบายเปิดเสรีค้าปลีกของรัฐบาลอินเดียที่ผ่านมาก็ทำให้ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของโลกเตรียมจ้องจะเข้าตลาดอินเดียกันอย่างคึกคัก เท่านั้นยังไม่พอ เพราะก่อนหน้าที่รัฐบาลอินเดียจะประกาศเปิดเสรีค้าปลีก ร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดียที่เรียกว่า Kirana ก็ถูกกระทบจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดียที่ได้ขยายมาจับธุรกิจค้าปลีกกันอย่างทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบริษัท Tata กลุ่มบริษัท Reliance หรือกลุ่มบริษัท Godrej เป็นต้น ซึ่งกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้เติบโตมาจากธุรกิจอื่นแต่สุดท้ายก็ทนความเย้ายวนของธุรกิจค้าปลีกซึ่งมีมูลค่ามหาศาลไม่ได้ จึงได้แตกไลน์มาทำธุรกิจด้านค้าปลีกกันอย่างเต็มที่ ทำให้ร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดียเองเริ่มระส่ำระส่ายกันอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแต่ต้องเตรียมรบกับศึกนอกจากบริษัทค้าปลีกระดับโลกที่เตรียมตัวเข้าตลาดอินเดียกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันยังต้องรับมือกับศึกในด้วยการต่อสู้กับกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดียที่หันมาขยายธุรกิจแบบโมเดิร์นเทรดในตลาดอินเดียมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การขยายตัวของร้านค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดในอินเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดดก็เนื่องจากประชากรอินเดียมีรายได้เฉลี่ยสูงขึ้นทำให้มีอำนาจซื้อมากขึ้น นอกจากนั้นการขยายตัวของเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นทั่วทุกรัฐของอินเดีย เมื่อมีการพัฒนาเมืองมากขึ้น รูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคอินเดียก็เปลี่ยนไป คือ มีความเป็นคนเมืองมากขึ้น หมายความว่า คนอินเดียรุ่นใหม่ออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น มีอำนาจซื้อมากขึ้น แต่เวลาน้อยลง จึงต้องการเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งเดียวเพื่อจะได้สินค้าหลายๆ อย่างพร้อมกันเพื่อเป็นการประหยัดเวลา คำตอบจึงมาลงที่ร้านค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรด ซึ่งมีสินค้าคุณภาพดีที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว ราคาเป็นมาตรฐานไม่ต้องต่อรอง สะอาด ถูกอนามัย เชื่อถือได้ มีประเภทสินค้าให้เลือกมากมาย มีการโปรโมชั่นอยู่ตลอดเวลา สถานที่สะอาดและเย็นสบาย นอกจากนั้น ผู้บริโภคอินเดียยังรู้สึกว่ามีความคุ้มค่าที่เลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรด เพราะปัจจุบันร้านค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดนิยมขายสินค้าที่เป็นตรายี่ห้อของตนเอง (Private Brand) ทำให้สินค้ามีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผู้บริโภคไปซื้อจากร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดีย นอกจากนั้น ผู้บริโภคอินเดียรุ่นใหม่เดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้นและได้รับอิทธิพลจากสื่อต่างประเทศมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคจึงเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยหันมานิยมซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกประเภทโมเดิร์นเทรดมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ทุกเรื่องแล้ว ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนทันสมัยและมีฐานะดีที่ได้ไปซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกสมัยใหม่เหล่านี้
จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปัจจุบัน ถ้าหากเดินทางไปเมืองต่างจังหวัดของอินเดียเกือบทุกเมือง จะพบว่าอย่างน้อยจะมีห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัยอย่างน้อย 1 แห่งเปิดให้บริการอยู่ชนิดที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียวว่าเมืองเล็กขนาดนี้จะมีศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าเปิดให้บริการได้ ยกตัวอย่างเมืองที่กำลังเจริญเติบโตอย่างเมืองสุราต ในรัฐคุชราต ซึ่งมีประชากรประมาณ 5 ล้านคน จะพบว่าบนถนนเส้นเดียวกันมีศูนย์การค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นเรียงกันถึง 4-5 แห่งเลยทีเดียว ส่วนเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงนิวเดลีนี่ไม่ต้องพูดถึง เฉพาะปริมณฑลของกรุงนิวเดลีจะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ยักษ์เกิดขึ้นเรียงกันเป็นแถวเลยทีเดียว
ในช่วงปี 2554 ที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกประเภทโมเดิร์นเทรดในประเทศอินเดียเพิ่มจำนวนจาก 11,192 แห่ง ในปี 2549 เป็น 36,830 แห่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนอย่างมหาศาล และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 67,100 แห่งในปี 2559 โดยร้านค้าปลีกประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ดิสเคาท์สโตร์ และไฮเปอร์มาร์เก็ตจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และจะเป็นประเภทร้านค้าปลีกที่ส่งผลกระทบต่อร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดียโดยตรงเลยทีเดียว โดยคาดว่าในปี 2559 จะมีซูเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 8,500 แห่ง ร้านสะดวกซื้อจำนวน 2,000 แห่ง ดิสเคาท์สโตร์จำนวน 4,000 แห่ง และไฮเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 1,000 แห่งเกิดในประเทศอินเดีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระแสความนิยมของผู้บริโภคอินเดียรุ่นใหม่ที่นิยมซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกประเภทโมเดิร์นเทรดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดียได้พยายามต่อสู้และดิ้นรน เพื่อจะต่อต้านนโยบายการเปิดเสรีค้าปลีกของรัฐบาล ทั้งการลอบบี้ผ่านนักการเมืองท้องถิ่นไปจนถึงการปิดร้านประท้วงรัฐบาลเพื่อให้ระงับการเปิดเสรีค้าปลีกเสีย เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อผู้ค้าปลีกรายย่อยที่มีอยู่จำนวนมหาศาลในประเทศอินเดีย ซึ่งการออกมาส่งเสียงเตือนรัฐบาลก็ได้ผลในบางระดับ คือ ทำให้ขั้นตอนในการขออนุญาตเปิดธุรกิจค้าปลีกทั้งประเภทตราสินค้าเดียวและประเภทหลายตราสินค้าโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติต้องล่าช้าและชะงักงันไปบ้าง แต่สิ่งที่ร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยคาดไม่ถึงก็คือ จริงๆ แล้วภัยคุกคามที่แท้จริงหาได้มาจากศึกนอกไม่ แต่กลับเป็นภัยคุกคามภายในที่มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดียที่ได้ขยายปีกเข้าไปในธุรกิจค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดในประเทศอินเดียต่างหากที่จะส่งผลกระทบถึงความอยู่รอดของร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดียอย่างแท้จริง
ปัจจุบันร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดียยังพออยู่ได้แต่อนาคตในระยะยาวอาจจะไม่สดใสเท่าใดนัก เพราะคาดว่าอย่างไรเสียก็คงจะต่อกรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศไม่ได้ ทั้งนี้ จากการสำรวจของบริษัท Nielson ล่าสุดพบว่ายอดขายสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน เช่น น้ำยาถูพื้น น้ำยาล้างจาน เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ดูแลความสะอาดร่างกาย เช่น สบู่ ยาสีฟัน น้ำหอม เป็นต้น รวมทั้งสินค้าอาหาร ใน 17 เมืองหลักของอินเดีย มาจากร้านค้าปลีกประเภทโมเดิร์นเทรดถึง 1 ใน 3 ของยอดค้าปลีกในร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดียหรือ Kirana นอกจากนั้น ยังพบอีกว่าผู้บริโภคอินเดียโดยเฉลี่ยกว่า 1 ใน 3 จะซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกประมาณ 2-3 รูปแบบ หมายความว่าจะซื้อจากทั้งร้านโชห่วยแบบดั้งเดิม ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือไฮเปอร์มาร์เก็ต โดยการซื้อจากร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมจะเป็นการซื้อเพิ่มเติม หรือซื้อแบบต้องการใช้ฉุกเฉินมากกว่า ไม่ใช่เป็นแหล่งหลักในการซื้อของผู้บริโภคอินเดียรุ่นใหม่ แค่นี้ก็พอจะมองเห็นอนาคตลางๆ ของร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมของอินเดียกันแล้วว่าคงจะอยู่ลำบากขึ้นเรื่อยๆ
ก็ต้องถือว่าการพัฒนาตลาดค้าปลีกของอินเดียที่เริ่มเป็นสากลมากขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทย เพราะการทำธุรกิจของอินเดียจะมีรูปแบบเป็นสากลมากขึ้น ทำให้ติดต่อค้าขายได้สะดวกขึ้น...ก็ได้แต่หวังว่าตลาดมูลค่า 14 ล้านล้านบาทน่าจะดึงดูดให้คนไทยหันมาสนใจตลาดอินเดียมากขึ้นเช่นกัน








