วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แก้ปัญหาไฟฟ้า อย่าซ้ำรอยน้ำท่วม

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เรื่องการรับมือปัญหาไฟฟ้า

ที่ได้รับผลกระทบ จากพม่าหยุดส่งก๊าซ ซึ่งทำให้กระทบต่อปริมาณสำรองไฟฟ้าภายในประเทศ โดยเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความแตกตื่นไปทั่วนั้น มาจากการบริหารการจัดการของรัฐบาลเอง ที่ไม่มีการเตรียมตัวตั้งแต่ต้น อีกทั้งมีสิ่งที่เรียกว่า "การตั้งด่าน" ทำให้ปริมาณไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไม่เข้าระบบตามแผนที่ตั้งไว้

ประเด็นที่ นายปิยสวัสดิ์ หยิบยกขึ้นมากล่าวถึง เป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจ แต่นั่นก็เป็นแผนระยะยาวที่ภาครัฐต้องดำเนินการ เพราะขณะนี้เป็นเรื่องเฉพาะหน้า เหลือเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ ก็จะเข้าช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นความเสี่ยงว่าจะเกิดปัญหาปริมาณไฟฟ้าไม่เพียงพอในบางพื้นที่ ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ดูเหมือนว่าภาครัฐไม่ได้สนใจเรื่องแผนระยะยาว ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะขณะนี้เป็นเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่วิตกกัน

จากวิกฤติกระแสไฟฟ้า ผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง คงหนีไม่พ้น นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งขณะนี้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดปัญหาไฟดับในช่วงเวลาวิกฤติของเดือนเมษายน และหากติดตามข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) จะเห็นว่าได้ดำเนินการหลายทาง ทั้งหาวิธีการเพิ่มกำลังปั่นไฟฟ้าและเจรจากับอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าสูง ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด กฟผ. สามารถเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสำรองได้จำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่เป็นไปตามที่ต้องการ

จากกรณีปัญหาปริมาณไฟฟ้าสำรอง ซึ่งจะเห็นว่าข้อถกเถียงเกิดขึ้นระหว่างแผนพลังงานของไทยกับปัญหาเฉพาะหน้า โดยฝ่ายที่เห็นว่ามีปัญหา จะไม่สามารถทำได้ตามแผน ทำให้ปัญหาเกิดขึ้น กับฝ่ายที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งน่าแปลกอย่างมากที่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกับกรณีน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 กล่าวคือ เมื่อเกิดปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องรีบแก้ไข จึงนึกขึ้นได้ว่าจำเป็นต้องดำเนินการแผนด้านพลังงาน หากไม่ต้องการเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต

หากติดตามการทำงานแผนของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งรัฐบาลตั้งวงเงินไว้ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้เวลาผ่านไปปีกว่าแล้ว ทุกอย่างยังอยู่บนแผนกระดาษ และขณะนี้อยู่ระหว่างการหาผู้ชนะการประมูลออกแบบและก่อสร้าง ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์จากคนในแวดวงว่าเป็นแผนที่ไม่อาจปฏิบัติได้จริง แต่ต้องรีบในขณะนี้ เพราะจะครบกำหนดการใช้เงินตามพระราชกำหนดกู้เงิน ดังนั้นทุกอย่างจึงเป็นไปอย่างรีบเร่ง ทั้งๆ ที่ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติอีกมาก

จากกรณีของแผนบริการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งตอนเริ่มต้นเป็นโครงการมหึมาและสร้างฝันสวยหรู แต่ผ่านไปกว่าหนึ่งปียังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ทำให้สงสัยว่าภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาล สามารถดำเนินการเรื่องใหญ่เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศได้จริงหรือไม่ บางคนวิจารณ์ว่าคนไทยไม่สามารถจะทำแผนระยะยาวในเรื่องอะไรได้ นอกจากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปในแต่ละวัน และแก้ปัญหาตามแต่จะเกิดเหตุการณ์ ส่วนแผนก็คือแผน ที่ไม่อาจปฏิบัติได้จริง

อย่างไรก็ตาม กรณีของไฟฟ้านั้น ต่างจากแผนป้องกันน้ำท่วมอย่างมาก เพราะเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมเกี่ยวข้องกับคนหลายสิบล้านคน เราเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งผลักดันแผนด้านพลังงานอย่างจริงจัง หลังจากผ่านวิกฤติครั้งนี้ เราไม่อยากเห็นการพูดกันแต่แผนโดยไม่มีการดำเนินการ เพราะเรื่องพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ที่ใช้กันทุกวันและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้น การปล่อยเวลาให้ผ่านไป ก็เหมือนเป็นการนอนรอวิกฤติ รัฐบาลต้องตระหนักว่าพลังงานต่างจากน้ำท่วม เมื่อไม่เกิดปัญหาก็ถือว่ารอดตัวไป