วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความก้าวหน้ากับความสามัญ

ผมนำเนื้อหาของหนังสือใหม่ๆ มาเสนอในคอลัมน์นี้บ่อยครั้งเพราะคิดว่าผู้อ่านคงไม่ค่อยมีเวลาแสวงหามาอ่าน

วันนี้ขอพูดถึงอีกเล่มหนึ่งซึ่งออกวางตลาดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา เขียนโดยอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย Jared Diamond ในบรรดาหนังสือหลายเล่มของเขา ผมเคยแนะนำว่าผู้มีการศึกษาควรอ่าน 2 เล่มคือ Guns, Germs and Steel และ Collapse ซึ่งมีผู้แปลเป็นไทยแล้วทั้งคู่ สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาอ่านหนังสือขนาด 500 หน้าทั้งสองนั้น อาจไปอ่านบทคัดย่อภาษาไทยในหนังสือชื่อ “กะลาภิวัตน์”

หนังสือที่ผมนำมาเล่าในวันนี้มีขนาด 500 หน้าอีกเช่นกันชื่อ The World Until Yesterday: What Can We Learn from Traditional Societies ซึ่งเสนอเรื่องราวของสังคมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่ยังมีเหลืออยู่ทั่วไปในส่วนต่างๆ ของโลก ผู้เขียนเล่าเกี่ยวกับ 39 เผ่าพันธุ์โดยเน้นเรื่องราวของชาวนิวกินีซึ่งเขาได้เข้าไปคลุกคลีมากที่สุดจากการทำวิจัยและใช้ชีวิตอยู่กับคนเหล่านั้นครั้งละนานเริ่มตั้งแต่ปี 2507 เมื่อชนหลายเผ่าพันธุ์ในเกาะนั้นยังดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมเนื่องจากยังมิได้สัมผัสกับโลกภายนอกและเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ในช่วงเวลาเพียงไม่นาน บางส่วนของชนชาติเหล่านั้นได้ผันวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมมาใช้ชีวิตแบบร่วมสมัยที่มีเครื่องไม้เครื่องมือดิจิทัล อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตดั้งเดิมยังคงอยู่โดยทั่วไปซึ่งผู้เขียนมองว่าเราควรเรียนรู้และนำบทเรียนที่ได้มาใช้ในการแก้ปัญหาของโลกปัจจุบัน

จริงอยู่ผู้เขียนดูจะชื่นชมวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายของชนหลายเผ่าพันธุ์ แต่เขามิใช่นักเพ้อฝันที่จะกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นเพราะมันขาดสารพัดอย่างที่มีอยู่ในสังคมก้าวหน้าของโลกตะวันตก อาทิเช่น เครื่องอำนวยความสะดวกสารพัด โอกาสในด้านการศึกษา ในด้านงานที่มีความท้าทายและในด้านการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพสูง ความปลอดภัยจากอันตรายอันเกิดทั้งจากบุคคลและจากธรรมชาติ อาหารอันอุดมสมบูรณ์และชีวิตที่ยืนยาว ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงจูงใจที่ทำให้กลุ่มชนโดยทั่วไปที่ยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมต้องการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนให้เป็นไปในแนวเดียวกับสังคมตะวันตก อย่างไรก็ดี พวกเขาอาจไม่มีความเข้าใจในผลร้ายที่ตามมา อาทิเช่น อาหารการกินที่นำไปสู่ความอ้วนอันเป็นต้นตอของโรคเรื้อรังหลายอย่างรวมทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ความว้าเหว่ที่มีส่วนทำให้เกิดโรคซึมเศร้าในหมู่ผู้สูงวัย การปล่อยเด็กให้อยู่ตามลำพังครั้งละนานๆ และการฟ้องร้องกันในโรงศาลเมื่อเกิดความขัดแย้ง

ผู้เขียนเสนอแนะให้นึกถึงบทเรียนที่เราอาจกลั่นกรองออกมาจากการดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมได้ อาทิเช่น การไม่เป็นโรคหัวใจ เบาหวานและความดันโลหิตสูงของชาวนิวกินีซึ่งรับประทานมันเทศเป็นอาหารหลักและไม่ใส่เกลือลงไปในอาหาร รับประทานอย่างช้าๆ พร้อมกับสนทนากับคนรอบข้างไปด้วย นอกจากนั้น พวกเขาออกกำลังกายมากจากการดำเนินชีวิตประจำวัน ย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเด็นนี้มิใช่เรื่องใหม่ สังคมที่ก้าวหน้าส่วนใหญ่ตระหนักในปัญหาแล้ว อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติยังห่างไกลจากระดับที่ควรจะเป็น

ในด้านการดูแลเด็ก วิธีเก่าที่เราทำกันมาได้แก่ปู่ย่าตายายมักอยู่ในบ้านด้วย การอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่เช่นนี้มีข้อดีที่ผู้สูงวัยใช้เวลาช่วยเลี้ยงดูเด็กส่งผลให้พวกเขาไม่มีโอกาสเหงาและเด็กก็ได้รับการปลูกฝังทางด้านคุณธรรมและแนวความคิดของครอบครัวพร้อมกันไปด้วย ผู้เขียนพูดถึงอีกด้านหนึ่งซึ่งอาจนำเข้ามารวมในประเด็นนี้ได้ นั่นคือ การสอนเด็กให้ใช้สองภาษาไปพร้อมๆ กัน การเรียนสองภาษาพร้อมกันตั้งแต่ยังเล็กช่วยให้เด็กใช้ภาษาทั้งสองได้อย่างคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติโดยสำเนียงไม่เพี้ยน นอกจากนั้น มันยังทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย อันที่จริง ในสังคมดั้งเดิมจำนวนมาก การเลี้ยงดูเด็กมิใช่ความรับผิดชอบของพ่อแม่เท่านั้น หากเป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ในชุมชนทั้งหมด แนวคิดนี้ฮิลลารี่ คลินตันเห็นด้วยอย่างยิ่งจึงนำมาตั้งเป็นชื่อของหนังสือขายดีที่เธอเขียนเมื่อปี 2539 เรื่อง It Takes a Village

สำหรับเรื่องการยุติความขัดแย้ง ผู้เขียนมองว่าวิธีไกล่เกลี่ยของสังคมดั้งเดิมเป็นทางออกที่ควรนำกลับมาใช้อีกเนื่องจากมันปูทางให้ผู้ขัดแย้งกลับมาญาติดีกัน นอกจากนั้น การงดไปโรงศาลยังนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งลดเวลาและอารมณ์ที่เสียไปในกระบวนการนั้นอีกด้วย

ผู้เขียนมองว่า บางบทเรียน บุคคลที่เข้าใจอาจนำไปปฏิบัติได้ทันที แต่ในหลายๆ กรณีรัฐบาลจำเป็นต้องมีนโยบายที่สนับสนุนให้เกิดขึ้น

หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมนึกถึงอีกเล่มหนึ่งซึ่งได้นำมาเสนอแล้วระหว่างวันที่ 7 - 28 ธันวาคมที่ผ่านมาเรื่อง How Much Is Enough? Money and the Good Life ทั้งสองเล่มมีความคล้ายคลึงกันในด้านที่อาจตีความหมายต่อไปได้ว่า สังคมเราได้พัฒนาเกินความพอดีไปแล้ว ผลเสียที่ตามมาจึงเริ่มมากกว่าผลดี การย้อนกลับไปดูข้อดีข้อเสียของสภาพปัจจุบันพร้อมกับข้อดีข้อเสียของการดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมซึ่งรวมทั้งการบริโภคเพื่อสนองความจำเป็น มิใช่เพื่อสนองกิเลสตัณหา แล้วนำมาปรับใช้ เราน่าจะได้สังคมแห่งอนาคตที่มีโอกาสยั่งยืนกว่าสังคมที่มุ่งเพียงแต่จะไปข้างหน้าโดยละทิ้งสิ่งดีๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด ผมมักเรียกการนำข้อดีของทั้งสองอย่างมาปรับใช้ร่วมกันว่าเป็นกระบวนการเกิดสามเหลี่ยมทองคำชนิดหนึ่งซึ่งอาจเรียกว่าเป็นกระบวนการกลับไปสู่ความสามัญแบบถูกต้องของมนุษย์เราก็คงได้