วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การจัดการ “เมืองที่ถูกท่องเที่ยว”

หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand ที่ใช้ฉากเชียงใหม่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน

หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand ที่ใช้ฉากเชียงใหม่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาเชียงใหม่มากมาย ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปและเดินหาสถานที่ต่างๆ เพื่อตามรอยตัวเอกกันคึกคัก

การจัดการเมืองที่ “ถูกท่องเที่ยว” เป็นเรื่องใหญ่มากขึ้น เท่าที่ผ่านมาเรามักจะเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยไม่ค่อยได้พิจารณาจากมุมของคนที่อยู่ในเมืองที่ถูกท่องเที่ยว ซึ่งทำให้การขยายตัวของการท่องเที่ยวอย่างไร้ทิศทางนี้จะหวนกลับมาทำลายการท่องเที่ยวในที่สุด

การท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่อาจจะดูคึกคักมากขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มมีเสียงบ่นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยว่าเชียงใหม่เริ่มไม่น่าเที่ยวแล้ว เพราะทุกอย่างก้าวเดินไปคล้ายคลึงกับกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะรถติดมากขึ้น ห้างสรรพสินค้าขยายตัวไปทุกหัวระแหง บรรยากาศความเป็น “ล้านนา” ถูกทำให้เป็นสินค้าที่ไร้ชีวิตมากขึ้น

แน่นอนว่าการขยายตัวของนักท่องเที่ยวได้เปิดโอกาสให้คนเชียงใหม่สามารถปรับตัวทางเศรษฐกิจได้ดีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำหรับคนทั่วไปจากทุกแห่งเข้ามาตักตวงผลประโยชน์นี้ด้วยเช่นกัน ที่หมู่บ้านแกะสลักบ้านถวายซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนมาเชียงใหม่ก็จะต้องแวะไป ร้านค้าจำนวนมากกว่าครึ่งไม่ใช่คนในพื้นที่ คนในพื้นที่บ้านถวายสร้างร้านขายของเล็กๆ ข้างคลอง แต่ขณะเดียวกันร้านใหญ่ๆ จำนวนไม่น้อยกลับสร้างดักตรงปากทางเพื่อดักนักท่องเที่ยวก่อนจะเข้าไปข้างในเป็นคนที่อื่น บางร้านเจ้าของเป็นคนต่างชาติ

จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวมากขึ้นเริ่มมีความขัดแย้งกันในการใช้ชีวิตท่องเที่ยวในเชียงใหม่ กลุ่มชื่นชอบการใช้ชีวิตท่องเที่ยวแบบช้า (Slow Life : Slow Tourism) ก็เริ่มที่จะมองความเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ที่เกิดจากการท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism) ที่ท่องเที่ยวกันอย่างเร่งด่วน ว่าทำให้เมืองเชียงใหม่ไม่น่าอยู่ไม่น่าเที่ยวอีกแล้ว

ความหลากหลายของนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะลดลง เพราะการขยายตัวของการท่องเที่ยวแบบเร่งด่วนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ตลาดการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ต้องพึ่งพิงนักท่องเที่ยวแบบเร่งด่วนนี้มากขึ้นและการพึ่งพิงกลุ่มเดียวนี้เองก็จะต้องหาทางเร่งให้นักท่องเที่ยวลักษณะนี้เข้ามาอย่างถาโถมและต่อเนื่อง เพราะนักท่องเที่ยวแบบเร่งด่วนแต่ละกลุ่มนั้นจะใช้เวลาและใช้จ่ายเงินไม่มากนักต่อวันเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มใช้ชีวิตท่องเที่ยวแบบเนิบช้า

การขยายตัวของการท่องเที่ยวแบบเร่งด่วนนี้อาจจะส่งผลดีเฉพาะหน้า แต่ในระยะยาวแล้วกลับอาจจะไม่เป็นผลดี เพราะเราไม่สามารถค้ำประกันเสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวลักษณะนี้ให้เข้ามาอย่างต่อเนื่องและถาโถมได้อย่างเดิม เพราะการท่องเที่ยวแบบเร่วงด่วนขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เราคาดการณ์ไม่ได้ เช่น ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องหรือความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีนทำให้นักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหลเข้ามาในเมืองไทยและเชียงใหม่อย่างมากมาย

ขณะเดียวกัน คนเชียงใหม่ที่งานการของเขาไม่เกี่ยวพันโดยตรงกับการท่องเที่ยวก็เริ่มบ่นกันมากขึ้นกับความเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกินแพงมากขึ้น รถติดมากขึ้น และเริ่มมีปฏิกิริยาไม่พึงพอใจกับการขยายตัวของการท่องเที่ยว

ดังนั้น การคิดถึงการท่องเที่ยวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดถึงการจัดการ “เมืองที่ถูกท่องเที่ยว” ได้ดีและชัดเจน เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ความล้มเหลวของการจัดการ “เมืองที่ถูกท่องเที่ยว” จะทำให้การท่องเที่ยวลดลงไปในระยะยาว

การจัดการ “เมืองที่ถูกท่องเที่ยว” จะต้องเป็นการจัดการโดยคนในพื้นที่เอง เพราะเขาจะรู้ดีว่าจะจรรโลงรักษาพื้นที่ส่วนไหนและมิติใดให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแบบเร่งด่วน พื้นที่และมิติใดที่เป็นส่วนสำหรับการใช้ชีวิตแบบเนิบช้า พื้นที่ส่วนใดจะเก็บเอาไว้ให้แก่ชีวิตปรกติของคนเชียงใหม่

อำนาจรัฐส่วนกลางที่สัมพันธ์กับชีวิตโดยรวมของเมืองเชียงใหม่จะต้องผ่องถ่ายการตัดสินใจของตนมาสู่ท้องถิ่นเชียงใหม่มากขึ้น เพราะส่วนกลางมองเห็นเพียงแค่ผลประโยชน์ที่เป็นเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเท่านั้น และที่สำคัญ หากการท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ล้มเหลว ก็โทษได้ว่าเพราะคนเชียงใหม่ไม่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีจึงทำให้นักท่องเที่ยวหนีหายไป ทั้งๆ ที่ส่วนกลางต่างหากที่ไม่ได้คิดคำนึงถึงเรื่องอื่นนอกจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว

การจัดการ “เมืองที่ถูกท่องเที่ยว” อย่างหนักอย่างเชียงใหม่จึงต้องการการกระจายอำนาจอย่างเร่งด่วน เพราะไม่อย่างนั้นก็อาจจะไม่ทันการณ์ คนเชียงใหม่จึงควรที่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเสนอพระราชบัญญัติเชียงใหม่มหานครอย่างจริงจัง เพื่ออนาคตร่วมกันของทุกส่วนในเชียงใหม่ และที่สำคัญ การสร้างอิสระโดยสัมพัทธ์ของเมืองเชียงใหม่กับรัฐส่วนกลางจะเป็นต้นแบบให้เราได้มองเห็นถึงพลังที่จะค้ำจุนระบบเศรษฐกิจของท้องถิ่นให้ดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ศักยภาพของท้องถิ่นแต่ละแห่งอาจจะไม่เท่าเทียมกัน แต่ถ้าให้โอกาสคนในแต่ละพื้นที่ได้ร่วมกับขบคิดและสร้างระบบการจัดการตนเองก็จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น

ผมเองในฐานะที่เกิดเป็นคนเชียงใหม่ก็รู้สึกอึดอัดกับสภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงขอใช้พื้นที่นี้พร่ำบ่น (แบบคนแก่) ในเรื่องอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่บ้างนะครับ แต่ก็ยืนยันได้ว่าหากเราคิดกันให้ดีและคนเชียงใหม่มีอำนาจเพิ่มขึ้นในการปกครองตนเอง เชียงใหม่ก็จะยังคงมีเสน่ห์สำหรับผู้คนจำนวนมากไปอีกนานครับ