กระแสต่อต้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการบริหารน้ำและอุทกภัย (กบอ.)
เจ้าของวลี "16 เขื่อนใน 5 ปี" ในวันนี้ดูจะเพิ่มดีกรีความร้อนแรงเป็น 2 เท่า
"อีก 2 อาทิตย์ หลังจากที่ได้ทีโออาร์จะได้รู้ว่า มีโครงการอะไรบ้าง กำหนดจุดก่อสร้างที่ชัดเจน เขื่อนสร้างแน่ 16 เขื่อน ทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ ฟลัดเวย์ ประตูน้ำ และแก้มลิง อีกทั้ง กระบวนการทำทีโออาร์เดินหน้าพร้อมกับที่กระทรวงการคลังดำเนินการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท"
คำบอกเล่าผ่านสื่อของปลอดประสพ ในวันประกาศผลคัดเลือกบริษัทต่างชาติ และของไทยที่เข้ารอบชิงเค้กโครงการน้ำ พร้อมกับความมุ่งมั่นในการตั้ง"กระทรวงน้ำ" ที่เขาเคยอวดไว้ตั้งแต่หลังมหาอุทกภัยปี 2554 มาแล้ว
กล่าวได้ว่าภายใต้อำนาจการบริหารงานของ กบอ.ที่มีนายปลอดประสพ คุมเชิงอยู่นี้ดูล้ำลึก ซับซ้อน เริ่มตั้งแต่การโอนย้ายคนจากกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กว่า 30 ราย เข้าไปช่วยงานที่สำนักงาน สบอช. ที่ตั้งอยู่ในตึกแดง ทำเนียบรัฐบาล พร้อมยังบอกเสมอๆ ว่าโครงสร้างน้ำอยู่ในหัวของเขา ที่ใช้เวลาคิดและเขียนออกมาได้ทันที
ยังไม่นับรวมข่าวลือถึงการเข้ามาล้วงลูกในสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) หน่วยงานหลักในการทำหน้าที่พิจารณาอีไอเอโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการยุบ คชก.ชุดพิจารณาโครงการรัฐซึ่งถูกตั้งคำถามจากกลุ่มนักอนุรักษ์ว่าหวังผลต่อการเดินหน้าโปรเจคน้ำ 3.5 แสนล้าน โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ 2 แห่งที่มีภาคประชาชน และอีไอเอ ค้ำคออยู่ตอนนี้หรือไม่
ขณะที่ความจำเป็น และความเหมาะสมในการควบรวม กบอ. ขึ้นเป็นกระทรวงน้ำ มาถูกทางหรือเปล่า เพราะเอาเข้าจริงๆ การรวมเอาเนื้องานที่ดูแลจัดการน้ำมาอยู่ภายใต้ร่มขนาดใหญ่ อาจไม่ใช่คำตอบเบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการน้ำตามแนวคิดของนายปลอดประสพ
"แนวคิดในการตั้งกระทรวงน้ำ หรือทบวงน้ำ เกิดมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ใกล้ที่สุดในปี 2532 รัฐบาลตอนนั้นเห็นว่าการจัดการน้ำมีถึง 23 กรมใน 12 กระทรวง ทำให้ขาดเอกภาพ ไปกันคนละทิศคนละทาง กระทั่งในปี 2547 ช่วงการปฏิรูประบบราชการยุคทักษิณ ชินวัตร ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดเพราะมีหลายกระทรวงใหม่ เช่น กระทรวงทรัพยากร กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่ยังแยกเอางานบางส่วนของกรมชลประทานมาตั้งเป็นกรมทรัพยากรน้ำ อีกด้วย ซึ่งผมถามว่าตอนนี้กระทรวงใหม่ที่ตั้งไว้ขณะนี้สามารถแก้ปัญหาเนื้องานของตัวเองสำเร็จหรือไม่ บทเรียนจากการยุบ แยก รวม เช่นกรมป่าไม้ กับกรมอุทยานฯ ก็มีอยู่"
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ตั้งคำถาม พร้อมฟันธงว่า การตั้งกระทรวงน้ำ คราวนี้ ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาจัดการน้ำอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงการรวมอำนาจการบริหาร และรวบการใช้งบประมาณมาเข้าไว้ด้วยกัน ขณะที่การจัดการน้ำที่มองข้ามระบบนิเวศน์ และให้อำนาจกับภาคประชาชนในการจัดการทรัพยากรน้ำ ก็คงจะไม่ถูกผนวกไว้เป็นหลักการสำคัญ
"ผมเชื่อว่าภายใต้คอนเซปต์ที่นายปลอดประสพ บอกว่าจะสร้างเขื่อน และโครงการแหล่งน้ำคงไม่ใช่คำตอบว่าประเทศไทย จะพ้นจากสถานการณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง และถ้าคาดหวังว่าจะสามารถเอากรมต่างๆ มารวมกันตั้งเป็นกระทรวงน้ำ ยิ่งเละไปกันใหญ่ และคงเป็นเรื่องยาก เพราะทุกกรมเขาก็หวงอำนาจ หวงเม็ดเงินกัน คงไม่มีใครยอม ขณะที่สาระของกฎหมายน้ำที่ขาดการกระจายอำนาจของภาคประชาชน เท่ากับขัดหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กำลังเร่งยกร่างกฎหมายน้ำภาคประชาชนขึ้น" หาญณรงค์ วิเคราะห์ปัญหา
แม้ล่าสุดจะมีสัญญาณ จากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แล้วว่ากระทรวงน้ำ ยังเป็นเพียงแนวคิด และต้องใช้เวลาผ่าตัดอีกนาน เนื่องจากต้องเกี่ยวกับระบบราชการ กฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่อาจจะไม่ทันในรัฐบาลนี้
ซึ่งแม้จะยังไม่ถึงขั้นปิดกลอน ให้เจ้าของแนวคิด ต้องกลับไปตั้งหลักอีกหน แต่เราคงต้องถามว่า "กระทรวงน้ำ" เพื่อใคร หากไม่ใช่....?









