ท่านผู้อ่านเคยสงสัยบ้างไหมครับว่าทำไมหลายครั้งที่เราเลือกผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง หรือ ผู้นำของหน่วยงาน องค์กรต่างๆ
ตอนแรกเราก็มักจะคิดว่าเราเลือกผู้นำที่เหมาะสมแล้ว แต่ทำไมเมื่อเขาหรือเธอผู้นั้นมาปฏิบัติหน้าที่แล้วกลับไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ ต้องอย่าลืมนะครับว่าผู้นำคือปัจจัยสำคัญที่จะนำพาและขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต ดังนั้น ถ้าเราเลือกผู้นำที่ผิดพลาด และยากหรือไม่สามารถที่จะเปลี่ยนผู้นำที่ผิดพลาดได้ เราก็ต้องทนไประยะเวลาหนึ่งพอสมควรครับ
สาเหตุสำคัญที่เราเลือกผู้นำที่ผิดนั้นมีด้วยกันหลายประการครับ แต่หลักๆ ก็คือเราพิจารณาคุณสมบัติของผู้นำที่ผิดครับ เรามักจะไปดูที่ รูปร่าง หน้าตา เสน่ห์ของตัวบุคคล ไปดูที่ประวัติการทำงาน หรือ ประวัติการศึกษาของบุคคลผู้นั้น ซึ่งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าจะเป็นผู้นำที่ดีได้ หรือแม้กระทั่งประสบการณ์หรือความสำเร็จในอดีตของคนผู้นั้นก็ไม่ได้บ่งบอกว่าเขาจะเป็นผู้นำที่ดีได้ในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากประวัติหรือความสำเร็จในอดีตนั้นสามารถบ่งบอกได้ถึงเพียงแค่ครึ่งหนึ่งถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จของบุคคลผู้นั้นในฐานะผู้นำคนใหม่
ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อได้รับการเลือกให้เป็นผู้นำแล้ว เขาจะเจอทั้งสภาวะแวดล้อมในการทำงานใหม่ๆ ปัญหา อุปสรรคใหม่ๆ บุคลากร เพื่อนร่วมงานใหม่ๆ ซึ่งความใหม่ที่ต้องเผชิญในฐานะผู้นำนั้นเองที่จะทำให้เกียรติประวัติในอดีตอาจจะไม่มีความหมายแต่อย่างใด
ผมได้ลองค้นดูงานของนักวิชาการต่างๆ แล้วพบว่ามีผู้พยายามเขียนถึงสิ่งที่ต้องดูหรือพิจารณาในการเลือกผู้นำไว้หลายประการด้วยกันครับ เริ่มจากบุคคลผู้นำต้องเป็นผู้ที่มี Integrity ซึ่งก็มีผู้พยายามแปลเป็นภาษาไทยว่าความซื่อสัตย์ แต่จริงๆ แล้ว Integrity เป็นเสมือนการผสมผสานระหว่างทั้งความซื่อสัตย์ ความต่อเนื่องสม่ำเสมอ และจริยธรรม ตำราและประสบการณ์ทั้งหลายต่างบอกไว้เลยครับว่าผู้นำที่ดีจะต้องเริ่มจากการมีเจ้า Integrity เป็นพื้นฐานก่อนเลยครับ
นอกจาก Integrity แล้ว Passion ครับ ซึ่งถ้าเปิดพจนานุกรมก็จะพบว่าคำนี้แปลว่าความหลงใหลหรือกิเลสด้วยซ้ำ แต่นัยจริงๆ ทางด้านการจัดการของคำว่า Passion นั้นน่าจะสะท้อนถึงความทุ่มเท ความมุ่งมั่น ความตั้งใจที่จะนำพาองค์กรที่ตนเองดูแลอยู่ให้ประสบความสำเร็จ คำต่อมาคือคำว่า Courage หรือความกล้า เนื่องจากเมื่อก้าวเป็นผู้นำแล้วต้องกล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะขัดใจผู้อื่น กล้าที่จะทำให้คนอื่นไม่พอใจ แต่ที่สำคัญคือต้องเป็นความกล้าที่อยู่บนพื้นฐานประโยชน์สูงสุดสำหรับองค์กรของตนเองครับ
นอกจากคำต่างๆ ข้างต้นแล้ว เรายังต้องพิจารณาอีกหลายประการครับ ตั้งแต่ว่าบุคคลผู้นำมีความเหมาะสมกับลักษณะและวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรนั้นหรือไม่ มีตัวอย่างของผู้บริหารองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากองค์กรธุรกิจหนึ่ง แต่เมื่อได้รับการเลือกให้ไปอยู่ในองค์กรธุรกิจอื่นแล้วกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ทั้งนี้เนื่องจากเขาได้รับเลือกให้ไปทำงานในองค์กรที่ไม่เหมาะกับเขา
อีกประเด็นที่สำคัญคือต้องดูด้วยนะครับว่าบุคคลผู้นั้นพร้อมที่จะเรียนรู้หรือไม่ ผู้นำบางคนก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับสูงได้ ก็ทำให้เป็นผู้ที่มีความมั่นใจเปี่ยมล้น และเจ้าความมั่นใจนั้นก็ทำให้เลิกที่จะรับฟังผู้อื่น และเลิกที่จะเรียนรู้ เราต้องอย่าลืมว่าเมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตำแหน่งและองค์กรใหม่ๆ เราจะต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ดังนั้น ถ้าผู้นำนั้นมั่นใจในตนเองสูง และไม่พร้อมที่จะรับฟังและเรียนรู้จากผู้อื่นได้ ก็บอกได้เลยครับว่าอนาคตในฐานะผู้นำนั้นมืดมน
ประการสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้พิจารณาคือ บุคคลผู้นั้นมีผู้ตามบ้างหรือไม่? หรือ เป็นคนที่บุคคลอื่นอยากจะตามหรือไม่ อันนี้เราต้องย้อนกลับไปดูการทำงานในอดีตครับ ผู้นำบางคนมีคุณสมบัติต่างๆ ข้างต้นครบถ้วน แต่ปัญหาคือ จากการทำงานในอดีต ไม่มีความสามารถในการสร้างทีมหรือทำให้บุคคลรอบข้างอยากจะ “ตาม” ถ้าในอดีตเขาไม่มีทีมหรือไม่มีใครปรารถนาจะ “ตาม” เขา เราก็อาจจะมั่นใจได้เลยครับว่าเมื่อมาเป็นผู้นำแล้ว ก็คงไม่มีใครอยากจะ “ตาม” เจ้านายคนนี้เช่นเดียวกันครับ
อ่านถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะบอกว่าท่านไม่เคยได้มีโอกาสที่จะเลือกผู้นำในองค์กรของท่าน ไม่ว่าระดับใดก็ตาม แต่สำหรับท่านที่เป็นชาว กทม. ต้องอย่าลืมนะครับว่าใกล้วันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แล้ว การที่ท่านจะเลือกใครก็ลองใช้เกณฑ์ต่างๆ ที่ผมนำเสนอข้างต้นที่เป็นหลักในการเลือกผู้บริหารขององค์กรธุรกิจ มาลองปรับใช้ดูนะครับ









