วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จดหมายระหว่าง‘โกร่ง’ กับ ‘โต้ง’ไม่มีอะไรต้อง ‘ลับ’

จดหมายจากรัฐมนตรีคลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง ถึงประธานบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

ยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

แต่ “กรุงเทพธุรกิจ” จัดให้แล้ว ตามนี้

จดหมาย "ด่วนที่สุด" ที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งถึง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ลงวันที่ 30 มกราคม 2556 ระบุว่า

...ด้วยขณะนี้ได้ปรากฏชัดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในอัตราที่สูงกว่าประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว หากปล่อยให้ดำรงอยู่ต่อไป และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่เงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามา อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดทุนของประเทศอีกด้วย

โดยที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเจริญเติบโตอย่างสมดุลและมีเสถียรภาพ ในขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน ดังนั้น การบริหารและการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. จึงควรตระหนักถึงการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ด้วย

นอกจากนี้ สถานการณ์ในขณะนี้ยังส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของ ธปท. อีกด้วย ซึ่งหากเป็นที่พิสูจน์ได้ว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. มีส่วนสำคัญต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อฐานะการเงินของ ธปท. และต่อเศรษฐกิจ คณะกรรมการ ธปท. อาจจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายดังกล่าว

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงใคร่ขอให้คณะกรรมการ ธปท. พิจารณาข้อกังวลข้างต้นประกอบการดำเนินนโยบายของ ธปท. ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อฐานะการเงินของ ธปท. และต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง อันอาจก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ
(นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

จดหมายตอบจาก ดร.วีรพงษ์ ถึง คุณกิตติรัตน์ ก็ยังไม่ได้เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป

เพราะทั้งสองท่านพูดในที่สาธารณะว่าเป็นเอกสารลับ ทั้งๆ ที่หัวข้อเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนควรได้รับทราบ
เพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีคลัง ประธานคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทย กรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วย

ข่าวต่อมาอ้าง “แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง” บอกว่า จดหมายของ ดร.โกร่ง ส่งกลับมาถึงคุณ “โต้ง” นั้น บอกทำนองว่า การที่ ดร.โกร่ง ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจและกฎหมายต่อสาธารณชน รวมถึงการเขียนบทความตีพิมพ์ในสื่อต่างๆ นั้น “สามารถทำได้ตามบทบาทของนักเศรษฐศาสตร์” แต่ในอำนาจหน้าที่ของประธานบอร์ด ธปท. นั้น ไม่สามารถก้าวก่ายการทำงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน คณะกรรมการระบบการชำระเงิน และ คณะกรรมการอื่นๆ ใน ธปท. ได้ เพราะผิดกฎหมาย และถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงาน (มติชนรายวัน, พุธที่ 13 กุมภาพันธ์)

ในข่าวชิ้นเดียวกันนี้ ดร.โกร่ง เพิ่มเติมในจดหมายถึงคุณโต้ง ว่า ในฐานะประธานบอร์ด ธปท. นั้น ท่านไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งยังได้เร่งดำเนินการขยายการลงทุน ดูแลงานทั่วไปอย่างรอบคอบ ลดรายจ่าย หาทางเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยได้ เพราะเป็นดุลพินิจและเป็นหน้าที่ของ กนง.

แต่ ดร.โกร่ง ก็ได้รับทราบความห่วงใยของรัฐมนตรีคลัง ได้อ่านจดหมายให้บอร์ด ธปท. ทุกคนทราบแล้ว รวมทั้งประธานก็ได้รับทราบความคิดเห็นของกรรมการทุกคน

ข่าวชิ้นเดียวกันนี้บอกด้วยว่าพร้อมกันนี้ประธาน ธปท. ก็ได้รวบรวมความคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆ ที่แสดงความเป็นห่วงเรื่องอัตราดอกเบี้ย ตั้งแต่ที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง เพื่อสรุปและแจ้งต่อที่ประชุมบอร์ด ธปท. ให้ทราบต่อไป

เนื้อหาของ “จดหมายลับ” ทั้งสองฉบับ ระหว่าง คุณ “โกร่ง” กับ คุณ “โต้ง” นั้น ชัดเจนอยู่ในตัว และความจริงก็ไม่มีอะไรที่เป็น “ความลับ” ที่สาธารณชนไม่ควรจะรู้ ตรงกันข้าม ทุกถ้อยคำแลกเปลี่ยนระหว่างทั้งสองท่านที่มีตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง ควรจะได้รับการเปิดเผยอย่างโปร่งใส

เพราะประชาชนมีสิทธิจะรู้ว่าใครทำอะไรอยู่ และ ใครต้องรับผิดชอบอะไร

จดหมายรัฐมนตรีคลัง แสดง “ข้อกังวล” และ จดหมายตอบของประธานบอร์ดแบงก์ชาติชี้แจงอำนาจหน้าที่ของตนนั้น เป็นการแสดงจุดยืนที่ถูกต้องและชัดเจน วิญญูชนอ่านแล้ว ก็เข้าใจได้ว่าต่างฝ่ายต่างมีแนวความคิดในการทำหน้าที่ของตนอย่างไร

จะบอกว่า รัฐมนตรีคลัง “ข่มขู่” แบงก์ชาติ ก็เห็นจะพูดไม่ได้เต็มปาก ครั้นจะบอกว่าเป็นการเขียนหนังสือ เพื่อ “ปรึกษาหารือ” ก็ไม่ได้สะท้อนในภาษาของจดหมาย

ที่ขาดความสมบูรณ์แห่งการสื่อสาร ก็คงจะอยู่ที่ว่ารัฐมนตรีคลังหมายความว่าอย่างไร เมื่อบอกว่า
"...หากเป็นที่พิสูจน์ได้ว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. มีส่วนสำคัญต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อฐานะการเงินของ ธปท. และต่อเศรษฐกิจ คณะกรรมการ ธปท. อาจจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายดังกล่าว..."

คำว่า “ความรับผิดชอบ” เป็นส่วนสำคัญของการทำหน้าที่ของทุกคนทุกหน้าที่อยู่แล้ว ทั้งรัฐบาลเองและธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นคนไทยทั่วไปย่อมจะต้องคาดหวังว่าทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองทำ
ไม่ต้องให้มีใครมาเตือน ก็ต้องรับรู้ว่าทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

ผมสังเกตว่าในจดหมายตอบถึงคุณกิตติรัตน์, ดร.โกร่ง ไม่ได้จับประเด็น “ความรับผิดชอบ” ของแบงก์ชาติ และ ของกระทรวงการคลัง และของรัฐบาล เป็นส่วนรวม

เพราะว่าการตีความ “ความรับผิดชอบ” และ “การชี้แจงอธิบายตอบคำถามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” (responsibility & accountability) เป็นประเด็นใหญ่ของบ้านเมืองนี้อย่างยิ่ง