ทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

“ชุมชน” คือ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน โดยมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งในแต่ละชุมชนจะมีลักษณะเฉพาะที่มีคุณค่าแตกต่างกันออกไป

ประชาชนที่เกิด อาศัย และประกอบอาชีพอยู่ในชุมชนนั้นๆ ย่อมจะมีรู้สึกรักและหวงแหนในท้องถิ่นที่ตนเองอาศัยอยู่ หากจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นกับชุมชนที่พวกเขาเหล่านั้นอาศัยอยู่ การเปลี่ยนแปลงย่อมทำให้พวกเขารู้สึกวิตกต่อผลกระทบที่จะตามมา ผู้ที่อยู่ภายนอกไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือองค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาจะต้องมีความรู้และความเข้าใจต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะทุนทางสังคมไม่ว่าจะเป็นทางด้านรูปธรรม เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรบุคคล ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หรือนามธรรม เช่น วัฒนธรรม ภาษาท้องถิ่น ทรัพย์สินทางปัญญา ค่านิยม การแต่งกาย เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าและมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชน

มนุษย์ทุกคนต่างมีสติปัญญา ความสามารถ และพรสวรรค์ด้วยกันทั้งสิ้น รวมถึงการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าความสามารถเหล่านั้นจะมีโอกาสได้ถูกนำมาใช้หรือแสดงออก หรือแบ่งปันแก่ผู้อื่นหรือไม่ ประชาชนในชุมชนก็เช่นกัน หากเมื่อใดก็ตามที่เขามีโอกาสได้ใช้ความสามารถของตัวเอง ชุมชนก็จะเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีกและส่งผลถึงตัวเขาด้วย นั่นคือคำตอบที่ว่า ทำไมชุมชนที่เข้มแข็งจึงเป็นแหล่งที่ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นได้มีตัวตนและได้แสดงตนให้เป็นที่ประจักษ์ว่ามีคุณค่า ในขณะที่ชุมชนอ่อนแอกลับประสบแต่ความล้มเหลวในการทำให้ผู้คนในชุมชนแสดงออกซึ่งความสามารถ ทักษะและพรสวรรค์เหล่านั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ในปัจจุบัน รัฐธรรมนูญได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยการวางแผนดำเนินการใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนจึงเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง สถาบันพระปกเกล้า จึงได้จัดทำการศึกษาวิจัย เรื่อง “ทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” เพื่อศึกษาและรวบรวมทุนทางสังคมของชุมชนที่มีอยู่แต่เดิม โดยใช้รูปแบบกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนและใช้ขุมทรัพย์ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการพัฒนาในท้องถิ่นต่อไป

ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ทุนทางสังคมเป็นเรื่องของสินทรัพย์ที่มีคุณค่าเพราะรวมค่านิยม ความเชื่อ ความไว้วางใจ การรวมตัว ตลอดจนสินทรัพย์ทางกายภาพด้านทรัพยากรและสินทรัพย์ที่เป็นภูมิปัญญา สิ่งที่ดีในชุมชน รวมถึงตัวคนด้วย หากสมาชิกในชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพย์สินเหล่านี้และช่วยกันสืบสานสายสัมพันธ์ที่ดีเพื่อการอนุรักษ์สิ่งดีเหล่านั้นร่วมกัน เมื่อนำสิ่งที่มีมาเป็นฐานในการคิดถึงอนาคต นวัตกรสังคม และสมาชิกในชุมชนสามารถออกแบบอนาคตของตนได้บนพื้นฐานของการวางแผนปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่จะนำไปสู่การเป็นโครงการที่ปฏิบัติได้จริงหากมีการสนับสนุน ซึ่งทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็รับที่จะให้การสนับสนุนและบางโครงการชุมชนสามารถดำเนินการได้เอง

แนวคิดการใช้ทุนทางสังคมที่มองสินทรัพย์ชุมชนเป็นฐานคิดเพื่ออนาคต สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และมุมมองเชิงบวกโดยใช้สุนทรียปรัศนีในการดำเนินการและออกแบบกระบวนการแบบมีส่วนร่วมคิด ตัดสินใจทำด้วยกัน และประเมินผลร่วมกันตั้งแต่แรกโครงการนี้มีการประเมินผลเป็นระยะจนสิ้นสุดโครงการ และพบว่าประชาชนที่ร่วมโครงการ มีความรู้สึกว่าได้ใช้ความรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนจริง มีความสามัคคีมากขึ้น และแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับที่จะสืบทอดต่อไป เพราะทุกคนที่ร่วมโครงการเป็นผู้ที่สมัครใจมาร่วม รู้สึกเป็นเจ้าของ และเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่นจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

--------------------------
นวัตกรสังคม คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงชุมชนไปสู่สังคมใหม่ที่ดีกว่าเดิม เขาเหล่านั้นคือผู้นำชุมชนตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น หากมีการเสริมสร้างความสามารถให้ทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะก็จะเอื้ออำนวยให้สมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเองอย่างแท้จริง


-----------------------
การศึกษาทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน : กรณีศึกษาชุมชนบริเวณโรงไฟฟ้ากระบี่ ในเขตตำบลคลองขนาน ปกาสัย และตลิ่งชัน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่