ทีมงาน (พลเรือน) ที่ฝ่ายราชการไทยหลายหน่วยใช้ในการประสานเพื่อขอ "พูดคุยเจรจา" กับผู้ก่อความไม่สงบ
ที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนระดับต่างๆ เล่าให้ฟังว่า เงื่อนไขประการหนึ่งที่กลุ่มเคลื่อนไหว (ซึ่งอยากวางปืนหันมาใช้สันติวิธี) เรียกร้องตรงกันก็คือ อยากให้รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ลด ละ เลิกพฤติการณ์หาผลประโยชน์มิควรได้จากธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ
เพราะเรื่องแบบนี้เป็นการซ้ำเติมความรุนแรง และทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อถือศรัทธาในเจ้าหน้าที่รัฐ
แน่นอนว่ากลุ่มโจรติดอาวุธจำนวนไม่น้อยที่อ้างอุดมการณ์ ก็มีพฤติกรรมอีกด้านทำเพื่อผลประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ควรไปร่วมวงหาประโยชน์จนชาวบ้านไม่มีที่พึ่งมิใช่หรือ
ปัญหา "ธุรกิจสีเทา" และการทุจริตคอร์รัปชัน เก็บส่วยน้ำมันเถื่อน ยาเสพติด เป็นเรื่องที่ภาครัฐแทบไม่ได้ขยับแก้ไขปัญหาอะไรเลย
เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว มีการทลายแหล่งกักเก็บน้ำมันเถื่อนของ "เสี่ย จ." ในเมืองปัตตานี เจ้าหน้าที่ยึดเอกสารพร้อมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีเบาะแสการจ่ายส่วยมากมาย มีเงินหมุนเวียนในการส่งน้ำมันเถื่อนแต่ละครั้งอยู่ในหลักร้อยล้าน
วันนี้ปฏิบัติการแกะข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์เสร็จเป็นส่วนใหญ่แล้ว พบว่าเงินส่วยกระจายแทบทุกหน่วย ทุกด่าน จากจังหวัดชายแดนใต้เรื่อยขึ้นไปจนถึงกระบี่ พังงา ระนอง
เลขาฯ สมช.ยังบ่นอุบกับคนใกล้ชิดว่าปวดหัว ถ้าจะสั่งย้ายสงสัยต้องย้ายกันยกภาค!
ผมเคยคุยกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยปราบยาเสพติด เขาเล่าว่าไปตั้งด่านสกัดการลำเลียงยา ปรากฏว่ารถน้ำมันเถื่อนขับเข้าด่านมา อารามตกใจคนขับรีบลงจากรถมาสอบถามว่า "ยังมีหน่วยไหนขาดตกบกพร่องอีกหรือครับ?"
นี่แหละที่ทำให้ชาวบ้านร้านตลาดเขาเชื่อ "ข่าวลือ" มากกว่า "ข่าวรัฐ" ลงพื้นที่ไปจริงๆ จะทราบว่าแทบทุกเหตุการณ์เขาโยนว่ารัฐทำทั้งนั้น (ทั้งๆ ที่ไม่จริง และผมก็เชื่อว่าไม่จริง) และที่ชาวบ้านเขาเชื่อแบบนั้น เพราะเขาเห็นตำตาว่าด่านเต็มเมือง เจ้าหน้าที่เดินกันขวักไขว่ แต่ยาเสพติดก็ยังมีขาย น้ำมันเถื่อนมีวางเรียงรายแทบทุกอำเภอ
ตลกร้ายเรื่องนี้ชัดเจนว่าแก้ไขไม่ได้ด้วยการประกาศเคอร์ฟิว เพราะหากประกาศจริง เครดิตของรัฐที่น้อยอยู่แล้วจะยิ่งน้อยลงไปอีก ก็ไหนว่าเดินถูกทาง ไหนว่าจะถอนทหาร ไหนว่าสถานการณ์ดีขึ้น ฯลฯ
ทุกวันนี้คนพื้นที่เขารู้ดีว่าฝ่ายความมั่นคงในสามจังหวัดทำงานกันอย่างไร...เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระบวนการยุติธรรมท่านหนึ่งมีบ้านอยู่ปัตตานี แต่ต้องไปทำงานที่นราธิวาส ขับรถไป-กลับเองทุกวัน เล่าให้ฟังว่า บนทางหลวงหมายเลข 42 ช่วงปัตตานี-นราธิวาส ระยะทาง 100 กิโลเมตร มีด่านสกัด 13 ด่าน แต่มีด่านไม่ถึงครึ่งที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจตราเป็นประจำ ทั้งๆ ที่เป็นถนนสายใหญ่เชื่อมระหว่างจังหวัด ฉะนั้น "ถนนสายรอง" คงไม่ต้องพูดถึง
ลองเข้าไปดูในระดับพื้นที่ หลายสถานที่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเฝ้าอยู่จริง (เช่น โรงเรียนที่เคยถูกยิง ถูกเผา) แต่ส่วนใหญ่ไปนั่งเล่นสมาร์ทโฟน คุยโทรศัพท์ ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์แต่อย่างใด ภารกิจปิดล้อมตรวจค้นที่เป็นปฏิบัติการเชิงรุกครั้งใหญ่ๆ ถ้าไล่ดูให้ดี จะพบว่ามีไม่กี่หน่วย ไม่กี่กรมที่ทำอยู่ซ้ำๆ
ที่พูดทั้งหมดนี้ไม่ได้ต่อว่าใคร เพราะเข้าใจดีว่าทุกท่านเสี่ยงตายลงไปทำงานให้บ้านเมือง แต่พอได้รู้ได้เห็นหลายๆ เรื่อง จะพบว่าสภาพจิตใจของคนที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่มันแทบไม่มีพลังในการทำงานเอาเสียเลย
เรื่องแบบนี้โทษระดับปฏิบัติไม่ได้ แต่ต้องโทษระดับนโยบายที่ไม่ได้สร้างความหวังใดๆ ว่าภาคใต้จะสงบวันไหน เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอะไรที่จะไปเอาชนะกลุ่มก่อความไม่สงบ ได้แค่บรรเทาสถานการณ์ไปวันๆ หลายๆ ท่านใช้คำว่า "รอโดน"
หลายปีก่อนผมเคยเดินทางลงพื้นที่ไปดูภารกิจลาดตระเวนทางเรือ ในแม่น้ำที่กั้นเขตแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย ในเรือมีพลทหารยืนเฝ้าระวังบริเวณกราบเรือทั้ง 2 ด้าน เชื่อหรือไม่ว่าพลทหาร 2 นาย "เป่ายิงฉุบ" แย่งกันยืนกราบเรือที่หันไปทางฝั่งมาเลย์ เพราะปลอดภัยกว่ากราบเรือฝั่งไทย!
คุยกับพลทหารที่ชายแดนใต้ เขาบอกว่าเสร็จภารกิจแต่ละวันก็ไม่ได้ทำอะไร นอกจากโทร.ไปหาเพื่อนผลัดเดียวกันที่กระจายอยู่ตามฐานต่างๆ คำถามซ้ำๆ ที่ถามกันก็คือ "วันนี้โดนหรือยัง" ถ้าเพื่อนยังรับสายก็จะถอนใจและบอกว่า "เฮ้อ...รอดไปอีกวัน"
นี่คือตลกร้ายที่เป็นสภาพการณ์จริงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้...และยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน!









