กรณีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหนังสือถึงนายวีรพงษ์ รามางกูร
ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แสดงความเป็นห่วงเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ที่กำหนดไว้ที่ระดับ 2.75% ซึ่งเห็นว่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ที่ดอกเบี้ยในระดับใกล้ศูนย์ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าประเทศและทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขากระดับ 30.50 บาท/ดอลลาร์เมื่อปลายปีที่แล้ว ล่าสุดวานนี้(10 ก.พ.) อยู่ที่ 29.77 บาท/ดอลลาร์
นอกจากเงินบาทแข็งค่าจะกระทบต่อการส่งออกแล้ว ยังส่งผลให้ธปท.ขาดทุนอีกด้วย โดยนายวีรพงษ์ระบุว่าขณะนี้มียอดขาดทุนกว่า 5.3 แสนล้านบาท เนื่องจากเงินไหลเข้ามาซื้อเงินบาท และทำให้ธปท.ต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องจากตลาดในประเทศ นั่นเท่ากับว่าธปท.ขาดทุนสองต่อ คือขาดทุนจากการแข้าไปแทรกแซงเป็นระยะเพื่อไม่ให้ค่าเงินผันผวนแล้ว ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยจากการออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องออกจากตลาดด้วย หากกนง.ลดดอกเบี้ยลงปัญหาดังกล่าวน่าจะคลี่คลายลง
จากเหตุผลดังกล่าว ฟังดูแล้วสมเหตุสมผล และเข้าใจง่ายถึงที่มาของปัญหา แต่อีกฝ่ายที่เห็นต่างกันก็ออกมาอธิบายอีกด้าน ซึ่งในประเด็นการขาดทุนของธปท.นั้น นักเศรษฐศาสตร์หรืออดีตคนธปท.เอง ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่มากนัก เพราะธปท.ไม่ใช่องค์กรธุรกิจ การขาดทุนของธปท.ก็เพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งการแทรกแซงของธปท.ก็ไม่จำเป็นต้องขาดทุนเสมอไป อาจมีฝั่งที่ได้กำไรจากการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนด้วย คนกลุ่มนี้จึงเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
สำหรับประเด็นค่าเงินแข็งโดยโยงกับดอกเบี้ยของประเทศนั้น หลายคนก็เห็นต่างออกไปว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยนั้น หากเทียบกับในภูมิภาคก็ถือว่าต่ำสุด เพราะบางประเทศเกือบ 6% เพียงแต่ตั้งแต่ต้นปี ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าประเทศอื่นเท่านั้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วที่ค่าเงินบาทอ่อนกว่าประเทศในภูมิภาค ก็จะเห็นว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามภูมิภาค ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยไทยต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคแล้วทำให้เงินไหลเข้านั้น ดูไม่เป็นความจริง เพราะทำไมเงินไม่ไหลเข้าประเทศอื่นที่ดอกเบี้ยสูงกว่า
จากการโต้แย้งเรื่องการใช้ดอกเบี้ยเพื่อปกป้องค่าเงิน ซึ่งที่ผ่านมาทำให้เกิดความสับสนว่าจะเชื่อฝั่งไหนแน่ เพราะแต่ละฝ่ายก็มีความรู้ความสามารถกันทั้งนั้น เพียงแต่ขณะนี้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับธปท.เป็นรัฐบาล ทำให้คนเข้าใจไปว่าจะมีการกดดันผู้ว่าการธปท.ให้ออกจากตำแหน่ง หรือต้องการแทรกแซงการทำงานของธปท. แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการเมืองมักจะดำเนินการกดดันเสมอ หากเกิดเหตุการณ์จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมและจำเป็นต้องออกมาทำอะไรสักอย่าง ดังช่นกรณีของจดหมายถึงธปท.
เราเห็นว่ากรณีนี้เป็นความขัดแย้งที่มักจะเกิดขึ้นเสมอระหว่างรัฐบาลกับธปท. แต่ที่น่าแปลกก็คือทั้งสองฝ่ายต่างมีผู้รู้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น อีกทั้งตำราก็เป็นเล่มเดียวกันอีกด้วย เพียงแต่จะมองมุมไหนเท่านั้น และบางคนอาจเลือกเฉพาะบางแง่มุมโดยไม่มองให้ครบถ้วน บางคนอาจเลือกที่จะไม่มองข้อมูลบางด้าน และเลือกหยิบใช้บางด้านมาอธิบาย เราหวังว่าการโต้แย้งในครั้งต่อไปน่าจะไม่ดุเดือดเท่านี้และน่าจะถกกันอย่างจริงจังว่าไทยจะดำเนินนโยบายอย่างไร เราไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเพียงเหยื่อทางการเมือง ตามคำกล่าวที่ว่า"เป็นนักการเมืองไม่สำคัญว่าจะทำอะไร แต่สำคัญอยู่ที่คนรู้สึกว่าได้ทำอะไร" เพราะเมื่อดูกรณีนี้จะเห็นว่าปัญหาก็ยังไม่อยู่ในขั้นรุนแรงอะไร









