วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าเหนื่อยแรงเปล่า ปฏิรูปสื่อ

แนวทางการปฏิรูปสื่อจากระบบสัมปทานสู่ระบบใบอนุญาต เพราะต้องการยกเลิกระบบผูกขาดกิจการสื่อในมือหน่วยงานภาครัฐ

และผู้ประกอบการขนาดใหญ่ไม่กี่ราย จากอิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อความคิดและทัศนคติของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งการปฏิรูปสื่อเริ่มต้นเคลื่อนไหวหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 มีเจตนารมณ์ปฏิรูปโครงสร้างกรรมสิทธิ์คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ที่ถูกครอบครองโดยภาครัฐและสัมปทานเอกชน จากอดีตที่ผ่านมาให้สัมปทานกันนานหลายสิบปี ทั้งมีข้อสังเกตไม่โปร่งใส ไม่เปิดประมูล หรือกระทำในวงจำกัด เพื่อให้คลื่นความถี่เหล่านี้กระจายสู่ภาคประชาชนมากขึ้น ด้วยการนำคลื่นมาจัดสรรโดยยึดหลักประโยชน์สาธารณะ ขณะเดียวกันก็ต้องการส่งเสริมเสรีภาพและความรับผิดชอบในสื่อผ่านกลไกการกำกับดูแลตนเอง ตลอดจนการสร้างสื่อที่เป็นอิสระจากการครอบงำของอำนาจทั้งรัฐและทุน โดยที่เจตนารมณ์ต่างๆ นี้ได้รับการบรรจุไว้เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ. 2540 (มาตรา 39-41) และฉบับหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2550 (มาตรา 45-47)

ประเด็นป้องกันการฮั้ว หรือยกเลิกการผูกขาดโดยทุนใหญ่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรกระทำ เพื่อจุดมุ่งหมายให้ประชาชนทั่วๆ ไปมีทางเลือก อิสรภาพในการรับชม รับฟังสื่อที่หลากหลาย มีเป้าหมายตอบสนองความต้องการแห่งการดำเนินชีวิตของพวกเขา ไม่ใช่ต้องรับฟังรับชมละครชีวิตรูปแบบเดิมๆ วนซ้ำไปมาอยู่หลายๆ รอบ เปลี่ยนเฉพาะตัวนักแสดง สลับช่องแพร่ภาพกันบ้าง ที่เพิ่มขึ้นคือการสื่อถึงความรุนแรงทางภาษา กิริยาท่าทาง เสียงกรีดร้อง แต่ไม่พัฒนาสมอง หากเป้าหมายแรกนี้อาจจะไม่สัมฤทธิผล เพราะแค่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) หรือบอร์ดกระจายเสียง ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วางเตรียมเปิดประมูล วางกรอบเวลาการออกใบอนุญาตช่องรายการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) 48 ช่อง กำหนดว่าเดือน พ.ค. จะออกใบอนุญาตช่องรายการ ประเภทสาธารณะ 12 ช่อง เดือน ก.ค.-ส.ค. ประมูลช่องรายการ ประเภทธุรกิจ 24 ช่อง และไตรมาสสุดท้ายออกใบอนุญาตช่องรายการประเภทชุมชน 12 ช่อง

การเปิดรับฟังความคิดเห็นในสาระสำคัญเรื่องการกำหนดเพดานจำนวนช่องรายการสำหรับการให้บริการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลประเภทธุรกิจ จากผู้ประกอบการที่สนใจร่วมประมูล จัดไปแล้ว 2 ครั้ง คือ วันที่ 1 ก.พ. และ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยกำหนดเพดานประมูล 2 โมเดล คือ ผู้ประกอบการ 1 ราย ประมูลได้ 3 ช่อง ครบทุกประเภท ทั้งช่องเด็ก ช่องข่าว และช่องทั่วไป (วาไรตี้) และผู้ประกอบการ 1 ราย ประมูลได้ 2 ช่อง ห้ามประมูลช่องวาไรตี้ และข่าวคู่กัน ซึ่ง พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการ กสทช. และประธาน กสท. เห็นว่าโมเดล 1 รายประมูลได้ 3 ช่อง ดีต่อการดึงดูดการลงทุนจากผู้ประกอบการรายใหญ่ และช่วงเริ่มต้นการลงทุนผู้ประกอบการที่ถือครองทีวีดิจิทัลได้มากกว่า 1 ช่อง จะช่วยประหยัดต้นทุนสำหรับผลิตรายการ

หากในแง่ของการปฏิรูปสื่อแล้ว การวางเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการน้อยรายเข้าสู่ตลาด ไม่สนับสนุนโอกาสแก่รายใหม่เข้าสู่ตลาด จะเป็นหนทางไปสู่การผูกขาด ขัดเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ ท่ามกลางกระแสการเจรจาประสานประโยชน์ระหว่างทุนใหญ่ที่จะหลอมรวมเข้าชิงชัยการประมูลซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น แล้วการปฏิรูปสื่อที่ออกแรงทำกันมา 20 ปีจะมีค่าอะไร สู้เปิดให้เกิดการแข่งขันสมบูรณ์แบบรายเล็กรายใหญ่มีโอกาสชิงชัย แล้ว กสทช. วางกฎเกณฑ์ที่สังคมส่วนรวมได้ประโยชน์ กวาดขยะหน้าจอออกไม่ดีกว่าหรือ