วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง (Culture of Accessibility)

รายงาน World Report on Disability ที่ได้จัดทำขึ้นในปี 2011 จากความร่วมมือขององค์การอนามัยโลก (WHO) และธนาคารโลก (World Bank)

เป็นรายงานเกี่ยวกับคนพิการที่สำคัญมากชิ้นหนึ่ง ซึ่งให้ภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณ์คนพิการของโลกอย่างครอบคลุมและครบครัน ตั้งแต่ภาพรวมทางประชากรของคนพิการ สถานการณ์ สภาพปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคนพิการในด้านสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ระบบการช่วยเหลือและสนับสนุน การศึกษา การทำงาน และสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิต

ในรายงานฉบับนี้ “วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง” (Culture of Accessibility) เป็นประเด็นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงในฐานะข้อเสนอแนะและเป้าหมายสำคัญหนึ่งในการทำงานเพื่อสร้างสังคมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนพิการ และกำจัดอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของคนพิการ ซึ่งอีกนัยหนึ่งหมายถึงการสร้างสังคมเพื่อคนทั้งมวลที่คนทุกกลุ่มสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างปกติสุข

ปัจจุบันมีการประเมินว่ามีคนพิการอยู่ไม่ต่ำกว่า 650 ล้านคน หรือราวร้อยละ 10 ของประชากรโลก โดยประเทศไทยมีคนพิการที่มีบัตรประจำตัวอยู่ราว 1.3 ล้านคน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าตัวเลขที่แท้จริงจะมากกว่านั้น จากจำนวนคนพิการที่มีอยู่ไม่น้อยนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าคนพิการเป็นกลุ่มคนสำคัญที่สามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ของประเทศและของโลกได้ อย่างไรก็ดี ปัญหาในการเข้าถึงทางสังคมต่างๆ หรือการไม่มี “วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง” ถือได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเสริมสร้างพลังและการใช้ชีวิตของคนพิการ

“วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง” (Culture of accessibility) คืออะไร?

ความหมายของวัฒนธรรมแห่งการเข้าถึงใน World Report on Disability พอสรุปได้ว่า คือ 1) การผลักดันและบังคับใช้กฎหมายในการสร้างสภาพแวดล้อมด้านต่างๆ ที่เอื้อต่อการเข้าถึงสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิตอันเป็นพื้นฐานของดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ 2) การเสริมสร้างความรู้ กลไก และขจัดข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ทางกายภาพ เทคโนโลยี และข้อมูลความรู้ต่างๆ รวมไปถึง 3) การเสริมสร้างความเข้าใจและการตระหนักของสังคมเกี่ยวกับความจำเป็นของการเข้าถึง อันจะเป็นพื้นฐานสู่การสร้างสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่คนพิการสามารถดำรงชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกับคนกลุ่มอื่นในสังคม

“วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง” ในประเทศไทย

เมื่อหันกลับมามอง “วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง” กับประเด็นคนพิการในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าจากการผลักดันของหน่วยงานเกี่ยวกับคนพิการทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ประเด็นคนพิการเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจและความสำคัญจากสังคมไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแนวคิดการทำงานเกี่ยวกับคนพิการก็ได้เปลี่ยนแปลงจากจุดเน้นของ “การสงเคราะห์” มาสู่จุดเน้นของ “การฟื้นฟู” และ “การดำรงชีวิตอิสระ” มากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายและนโยบายเฉพาะเกี่ยวกับคนพิการที่ประกาศใช้ตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 จนถึงปัจจุบัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงเป้าประสงค์ในการเสริมสร้างศักยภาพคนพิการให้สามารถดำรงชีวิตอิสระภายใต้สังคมที่ปราศจากอุปสรรค ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคแล้วอาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับต้นๆ ในความก้าวหน้าทางกฎหมายและเป้าหมายที่จะสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง” และการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ รวมถึงการสร้างสังคมเพื่อคนทั้งมวล

อย่างไรก็ตาม แม้การดำเนินงานเกี่ยวกับคนพิการเพื่อสร้าง “การเข้าถึง” ทางสังคมของคนพิการจะได้รับการผลักดันในหลายภาคส่วน หากแต่ก็ยังต้องประสบปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถมี “วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง” ได้อย่างแท้จริง ซึ่งอุปสรรคดังกล่าวอาจสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้

ประการแรก คือ อุปสรรคของการบังคับใช้กฎหมาย ที่แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายเกี่ยวกับคนพิการที่มีความก้าวหน้า หากแต่การบังคับใช้และการปฏิบัติตามกฎหมายดูจะยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ส่วนหนึ่งเกิดจากมาจากการที่กลุ่มผู้เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายคนพิการ ยังไม่มี “ความตระหนัก” ต่อประเด็นการสร้างความเท่าเทียมให้กับคนพิการอย่างเพียงพอ หรือยังมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องต่อคนพิการ หรือการสร้างความเท่าเทียมต่อคนพิการ

ประการที่สอง คือ อุปสรรคที่เกิดจากทัศนคติของสังคม ที่ส่วนหนึ่งยังไม่เปิดรับคนพิการในการใช้ชีวิต อุปสรรคข้อนี้อาจมีความเชื่อมโยงกับข้อแรกและการบังคับใช้กฎหมาย กล่าวคือ แม้กฎหมายจะเปิดกว้างในการดำรงชีวิต การศึกษา การทำงานของคนพิการ หากแต่ทัศนคติที่ยังไม่ตระหนักต่อการสร้างความเท่าเทียมและการเข้าถึงทางสังคมของคนพิการที่เกิดจากกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น การสร้างสิ่งกีดขวางบนทางลาดสำหรับคนพิการ หรือการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการในสถานประกอบการ เป็นต้น ที่ต่างมีแนวโน้มในการสร้างอุปสรรคต่อการเข้าถึงชีวิตทางสังคมและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมของคนพิการ

ประการที่สาม เป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดของภาคเอกชนในการสร้างเทคโนโลยีหรือเครื่องอำนวยความสะดวกสนับสนุนการเข้าถึงชีวิตทางสังคม ความรู้ และโอกาสที่เท่าเทียมของคนพิการ กล่าวคือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาองค์กรและสถานศึกษาของรัฐ รวมถึงหน่วยงานภาคเอกชนจำนวนหนึ่ง ได้พยายามคิดค้นเทคโนโลยีทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนพิการ ซึ่งเทคโนโลยีบางชนิดได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย หากแต่อีกหลายชนิดต้องประสบกับข้อจำกัดในเชิงการผลิตที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนหรือความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจได้ ส่วนหนึ่งอันเนื่องมาจากขนาดตลาดที่ไม่ใหญ่มาก ส่งผลให้มี Economy of Scale ที่เล็กลงตามไปจนราคาต่อหน่วยสูงเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะสามารถรับได้

ปัญหาและอุปสรรคของการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเข้าถึงในสังคมไทยจึงมีทั้งทางด้านการบังคับใช้กฎหมาย ทัศนคติของผู้คน จนถึงปัญหาในเชิงการผลิตและธุรกิจ อย่างไรก็ดี ปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวนี้ก็เป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และหลายประเทศพยายามหาทางออกให้กับอุปสรรค ยกตัวอย่างเช่น ในหลายประเทศได้ใช้วิธีสื่อสารประเด็นความเท่าเทียมของคนพิการผ่านสื่อสมัยนิยมรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดความตระหนักในวงกว้างกับประเด็นนี้ หรือในประเด็นของการผลิตและการเข้าถึงเทคโนโลยีสำหรับคนพิการ ประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ได้ใช้วิธีการให้รัฐสนับสนุนในการวิจัยและอุดหนุนการผลิตสินค้าเทคโนโลยีบางชนิดสำหรับคนพิการ รวมถึงการจัดหาเทคโนโลยีช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับคนพิการที่ยากจนอย่างไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นต้น

ดังที่กล่าวมา การสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง” ในประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนอย่างครอบคลุมและกว้างขวางตั้งแต่การเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อคนพิการของสังคม การสร้างความตระหนักของสังคมต่อประเด็นคนพิการ การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับคนพิการให้สามารถมีความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจและการผลิต ตลอดจนการสนับสนุนการผลิตเทคโนโลยีสำหรับคนพิการทั้งในแง่ของการสนับสนุนเงินทุนหรือมาตรการทางภาษี ซึ่งทั้งหมดในปัจจุบันได้มีองค์กรหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนขับเคลื่อนอย่างแข็งขันอยู่บ้างแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้เป้าหมายในการสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการเข้าถึง” และ “สังคมเพื่อคนทั้งมวล” ที่มีขอบเขตครอบคลุมถึงทุกกลุ่มให้สามารถใช้ชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้อย่างอิสระ ภายใต้ทัศนคติและความเข้าใจที่ดีต่อกัน