วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอเชียแปซิฟิก ในมุมที่ไม่มั่นคง

ปี 2556 ผ่านไปเดือนหนึ่งแล้วเอเชียแปซิฟิกแสดงให้เห็นว่าเป็นภูมิภาคที่กำลังปรับตัวเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในระดับมหายุทธศาสตร์ การแข่งขันระหว่างสหรัฐ ฯ ที่ยังเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งในภูมิภาคกับจีนที่กำลังมีขีดความสามารถใกล้เคียงในทุกด้านนั้นปรากฏเด่นชัดมากขึ้น เอเชียตะวันออกก็ปรากฏความตึงเครียดขึ้นมากอันเนื่องมาจากการปรับแนวทางทางการทูตของญี่ปุ่นไปในเชิงแข็งกร้าว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลโตเกียวกับประเทศเพื่อนบ้านเสื่อมทรามลง ส่วนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ความพยายามรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่ได้ลดความไร้เสถียรภาพใน พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ติมอร์ เลสเต้

แม้ว่าสหรัฐ ฯ จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปรากฏความตึงเครียดสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่สหรัฐ ฯ ยังคงไม่ละเลยความสนใจจากภูมิภาคเอเชียและเพิ่มบทบาทอันเป็นการป้องปรามอิทธิพลของจีน เช่น เพิ่มความสัมพันธ์ด้านการทหารกับประเทศต่างๆ ที่วิตกต่อการขยายขีดความสามารถทางทหารของจีน เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ด้วยนโยบายดังกล่าวทำให้ประเทศทั้งสามที่มีข้อพิพาทด้านดินแดนกับจีนมีแนวทางที่แข็งกร้าวต่อจีนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่จีนดำรงนโยบายให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศผู้ให้ เช่น การวางโครงการรางรถไฟส่วนต่อขยายจากจีนในอาเซียน และการพัฒนาตลาดในลาว ตลอดจนการใช้ความยืดหยุ่นต่อปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่พิพาท น่าจะส่งผลให้อาเซียนปราศจากเอกภาพในการต่อต้านจีน และทำให้สถานการณ์ไม่บานปลาย

สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกตึงเครียดขึ้นด้วยสาเหตุสำคัญสองประการ คือ การพัฒนาและทดลองขีปนาวุธพิสัยไกลของเกาหลีเหนือ โดยไม่สนใจการทัดทานของนานาชาติ ทำให้โอกาสของการกลับสู่การเจรจาแก้ไขปัญหานิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีในปีนี้มีความเป็นไปได้น้อยลง และ การเปลี่ยนนโยบายทางการทูตของญี่ปุ่น ที่ไม่พอใจต่อการกดดันของจีนในกรณีหมู่เกาะ Senkaku/Diaoyu เดิมทีรัฐบาลญี่ปุ่นใช้ความอดกลั้นต่อท่าที่เป็นปรปักษ์ของจีนในด้านต่างๆ มาโดยตลอด เนื่องจากความรู้สึกผิดบาปต่อเหตุการณ์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในปีที่ผ่านมาปรากฏกระแสเรียกร้องให้ลูกหลานบูชิโดปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่พิพาทกับจีนและเกาหลีใต้มากขึ้น จนทำให้ญี่ปุ่นตอบโต้ทั้งสองประเทศในด้านการทูตและการค้า และจะยิ่งแรงขึ้นในปีนี้

ยกเว้นปัญหาพิพาทพื้นที่บริเวณพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาแล้ว ในปี 2556 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบรรยากาศของสันติภาพระหว่างชาติในอาเซียนมากกว่าเดิม เนื่องจากต่างตระหนักว่าการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้อาเซียนมีกิจกรรมเรียนรู้และเสริมสร้างความความเข้าใจอันดีระหว่างกันมากขึ้น แต่ปัญหาทะเลจีนใต้ยังคงไม่ได้รับการคลี่คลาย เนื่องจากอาเซียนยังไม่มีเอกภาพในความร่วมมือแก้ไขปัญหา จีนกับอาเซียนยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการในการใช้น่านน้ำ ทำให้อาจมีการปะทะกันระหว่างเรือญวนเรือปินอยกับเรือจีนได้อีก การเสริมสร้างกำลังทหารและการซ้อมรบในพื้นที่ใกล้เคียงน่านน้ำทับซ้อนบ่อยครั้งของรัฐบาลฮานอยและมะนิลา อาจทำให้ความสัมพันธ์กับจีนเสื่อมทรามลง แต่ความขัดแย้งน่าจะอยู่ในภาวะจำกัด เนื่องจากทุกฝ่ายยังเกรงการบานปลาย

ประเทศที่ประสบปัญหาความมั่นคงภายในที่หนักหน่วง นอกจากไทย ก็คือพม่า ฟิลิปปินส์ และติมอร์ เลสเต้ และมาเลเซีย รัฐบาลเนปิดอว์ ที่กำลังได้รับความร่วมมือจากชาติตะวันตกในการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ได้ การไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงระหว่างชาวมุสลิมโรฮิงญากับชาวพุทธในรัฐยะไข่ และการปะทะกันด้วยกำลังระหว่างรัฐบาลกับกลุ่ม KIA ในรัฐคะฉิ่น บ่งชี้ว่ารัฐบาลพม่ายังไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจหรือแบ่งปันผลประโยชน์ที่ลงตัวกับกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างสมบูรณ์ และภาพลักษณ์เชิงลบด้านสิทธิมนุษยชนของพม่าอาจส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อการค้าการลงทุนจากชาติตะวันตก

ฟิลิปปินส์ กำลังอยู่ในขั้นตอนเปลี่ยนผ่านสู่สันติภาพ การพยายามสงบศึกระหว่างรัฐบาลกับกลุ่ม MILF และกลุ่มคอมมิวนิสต์ ประสบความคืบหน้า ทำให้โอกาสเกิดการปะทะบนเกาะมินดาเนาลดลง กลุ่มที่คัดค้านข้อตกลงสันติภาพ Bangsamoro ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการต่อสู้กับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากในปีนี้ กลุ่ม MILF และกลุ่มคอมมิวนิสต์ ประสบความล้มเหลวในการได้ผลประโยชน์ใดๆ จากการเจรจากับรัฐบาล ความรุนแรงอันน่าวิตกยิ่งคงกลับมาเยือนดินแดนเจ็ดพันเกาะแห่งนี้อีก

ติมอร์ เลสเต้ จะเริ่มรักษาความมั่นคงภายในด้วยตนเอง หลังจากที่กองกำลังนานาชาติครบวาระและถอนตัวออกไปในปีนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลต้องประสานความแตกแยกระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการพยายามรัฐประหารดังเช่นในปี 2551 อีก ส่วน มาเลเซีย กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปภายในกลางปีนี้ พรรครัฐบาล UMNO ไม่น่าที่จะได้เสียงเกินกว่า 2 ใน 3 ของรัฐสภา ทำให้มีปัญหาในการผ่านร่างกฎหมายสำคัญ คะแนนนิยมที่เพิ่มมากขึ้นของพรรคฝ่ายค้านทำให้การท้าทายอำนาจรัฐ เช่น การชุมนุมประท้วงและเรียกร้องสิทธิต่างๆ จะปรากฏมากขึ้น นอกจากนี้กระแสจารีตนิยมที่เพิ่มมากขึ้นอาจทำให้มาเลเซียเพิ่มความเสี่ยงต่อความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชน