วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สั่งรื้อจัดเก็บเงินสมทบ หวังช่วยลูกจ้าง-นายจ้าง

หากยังจำกันได้ ตั้งแต่ที่นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเข้ามารับตำแหน่ง ได้มีความพยายาม

ที่จะเข้่าไปปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการ ของสำนักงานประกันสังคม ให้เป็นไปในแนวทางการตอบแทนสังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะป็นโครงการให้ทุนเรียนแพทย์และพยาบาล แก่บุตรของผู้ประกันตนที่เรียนดีแต่ยากจน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคม ซึ่งมองว่าจะเกิดประโยชน์กับสังคมโดยรวม โดยเฉพาะเป็นแรงจูงใจประชาชนที่อยากจะเข้าสู่ระบบประกันสังคมมากขึ้น

หรือแม้แต่โครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ที่ รมว.แรงงาน เคยเสนอไอเดียให้ สปส.ทำเป็นโครงการทางเลือก ไว้คอยบริการกลุ่มลูกค้าต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งมีกำลังซื้อสูง และรวมถึงผู้ประกันตนคนไทยที่ชราภาพและไม่มีลูกหลานพร้อมจะดูแล ก็สามารถใช้สวัสดิการตรงนี้ได้ ซึ่งมองว่าเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้เข้ากองทุนชราภาพ

และล่าสุดเสนอไอเดียให้สปส.เข้าไปลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่มีแรงงานคนไทยทำงานอยู่จำนวนมาก เช่น เขตปกครองพิเศษมาเก๊า หรือฮ่องกง เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับแรงงานไทยสามารถมาเช่าอยู่ได้ ทำให้แรงงานไทยในต่างแดนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นไอเดียของฝ่ายการเมืองที่พยามส่งผ่านไปยังสปส. ซึ่งแต่ละโครงการก็ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ส่วนใหญ่ก็อยู่ในช่วงการศึกษาความเป็นไปได้ เพราะเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ตามพ.ร.บ.ประกันสังคมฯ

จะว่าไปแล้วเงินกองทุนประกันสังคมปัจจุบันซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนที่มีเม็ดเงินมากที่สุดของประเทศ จึงไม่แปลกที่ฝ่ายการเมืองอยากจะเห็นโครงการดีๆใหม่ๆออกมาจากสปส.แต่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเพราะการบริหารเงินก้อนนี้อยู่ภายใต้คณะกรรมการไตรภาคีที่มาจากสามฝ่าย นายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ ซึ่งเป็นรูปแบบของคณะกรรมการประกันสังคมหรือบอร์ดสปส.ทำให้ฝ่ายการเมืองไม่ค่อยจะพอใจนัก

ล่าสุดฝ่ายการเมืองยังไม่ละความพยายามที่จะปล่อยไอเดียใหม่ๆ ออกมาอีกครั้ง โดยการเตรียมรื้อระบบจัดเก็บเงินสมทบใหม่ ซึ่งประเด็นนี้ต้องบอกว่าได้ใจทั้งผู้ประกันตนและนายจ้างแน่นอน เมื่อนายสง่า ธนสงวนวงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เรียกผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มาสอบถามถึงระเบียบในการเรียกเก็บเงินสมทบของผู้ประกันตน

เนื่องจากพบว่า การเก็บเงินสมทบในปัจจุบัน ไม่ได้มีการแยกเงินเดือน กับสวัสดิการออกจากกัน เพื่อคำนวณเงินสมทบ ซึ่งส่งผลให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้ประกันตนมาตรา 33 ต้องส่งเงินสมทบสูงกว่าอัตราที่กำหนดของอัตราเงินเดือน เช่น เงินเดือน 13,000 บาท นายจ้างจ่ายสวัสดิการเพิ่มอีก 2,000 บาท สปส.ก็นำรายได้ทั้ง 2 ส่วนมารวมกันเพื่อคำนวณอัตราเงินสมทบ ส่งผลให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบอัตราร้อยละ 5 อยู่ที่ 750 บาทต่อเดือน แต่หากคิดเฉพาะเงินเดือน 13,000 บาท ผู้ประกันตนจะส่งเงินสมทบลดลง 100 บาท คือจ่าย 650 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ได้ยกคำวินิจฉัยศาลแรงงานกลางที่ได้เคยมีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้ ว่าเงินเดือนกับสวัสดิการเป็นคนละส่วนกัน ไม่สามารถนำมาคำนวณอัตราเงินสมทบได้ ดังนั้นจึงมองว่าไม่เป็นธรรมกับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง จึงได้มอบให้ผู้บริหารสปส.ไปปรับปรุงวิธีการเก็บเงินสมทบ และบอกด้วยว่า หากเกรงว่าจะขัดกับระเบียบ ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ก็ควรมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ในการเก็บเงินสมทบใหม่ เพื่อความเป็นธรรมกับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง