ความคิดที่เป็นทางสามแพร่งเมื่อมองไปยังผู้ต้องขังที่ได้รับคำพิพากษาของศาลว่าได้กระทำผิดจริง ทำให้มองเห็นการถูกจำกัดเสรีภาพของความเป็นมนุษย์
เพื่อทดแทนสิ่งที่ได้กระทำลงไปไม่ว่าจะเป็นชีวิตและร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น นั่นก็คือทดแทนความเจ็บปวดหรือความสูญเสียที่เหยื่อหรือผู้ถูกกระทำได้ถูกพรากไป
อีกภาพหนึ่งของความคิดคือความคิดซึ่งไม่ว่าจะรู้สึกสำนึกในการที่ได้กระทำลงไปหรือไม่และความคาดหวังในการได้เสรีภาพกลับคืนมาเมื่อพ้นโทษแล้วของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจำเลย ซึ่งรวมไปถึงสัดส่วนของสิ่งที่เรียกว่าการลงโทษที่สาสมหรือไม่ก็ตามในความรู้สึกนึกคิดของผู้ถูกกระทำ
แพร่งสุดท้ายของทางเดินก็คือสถานการณ์และสภาพปัจจุบันของการถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ซึ่งก่อนมีคำพิพากษาจะมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมตามภูมิหลัง และ เงื่อนไขของแต่ละสังคม ไม่ว่าช่วงเวลาที่ว่านี้จะสั้นหรือยาวแตกต่างกันไป สภาพความเป็นอยู่กับสถานะของคำว่าปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดจะเป็นอยู่อย่างไรเพื่อให้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ยังคงอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้รับสิทธิเสรีภาพกลับคืนมาเมื่อครบกำหนด
ทางสามแพร่งข้างต้นนี้ เป็นภาพที่อยู่ในสังคมไทยตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ภาพเหล่านี้สะท้อนกระบวนการยุติธรรมของสังคมไทยเป็น 3 แง่มุมที่ต้องหันกลับมามองกันให้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการลงโทษเขาเหล่านี้ด้วยการแก้แค้นทดแทน การลงโทษที่ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูไม่ให้ไปกระทำผิดซ้ำ และสุดท้ายคือสภาวะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในขณะต้องโทษจะมีอยู่อย่างไร
การสร้างสมดุลทางสามแพร่งจึงน่าจะเป็นที่มาของการกำหนดนโยบายทางการบริหารงานยุติธรรมเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ หรือการให้โอกาสต่อผู้กระทำผิดได้คืนสู่สังคมและมีอนาคตที่สดใสต่อไป รวมไปถึงการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังให้คงดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แม้จะถูกจองจำอยู่ก็ตาม
การบริหารยุติธรรมในยุคปัจจุบันจึงต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่ไม่หยุดนิ่งและซับซ้อนมากขึ้นเพราะความเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกันระหว่างปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รวมทั้งขอบเขตผืนแผ่นดินภายในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่าต้องมีวิธีคิดและวิธีทำใหม่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมแบบ 6 มิติ
มนุษย์เป็นศูนย์กลางของการบริหารงานยุติธรรมเพราะไม่ว่าจะเป็นมิติใดในทั้ง 6 มิติก็เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้น แม้จะเป็นเรื่องของการลงโทษผู้ที่กระทำ ความผิดก็ยังต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ในทางปฏิบัติมีปัจจัยต่างๆ มากมายท้าทายให้การบริหารงานยุติธรรมในเรื่องนี้ต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ทัศนคติและความรู้สึกของสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการสะท้อนการอำนวยความยุติธรรมกับผู้ต้องขัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังต่อความเจ็บปวดและความสูญเสียอันเนื่องมาจากการกระทำผิดที่ในทางปฏิบัติยากอย่างยิ่งที่จะลืมได้
การลงโทษเพื่อการแก้แค้นทดแทนจึงยังคงเป็นกระแสหลักของสังคมไทย ส่งผลให้ทิศทางของการเขียนกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการพิพากษาคดียังคงมีแนวโน้มไปสู่การลงโทษจำคุกมากขึ้น แม้ปัญหายาเสพติดที่ในความเป็นจริงแล้วมีที่มาที่ไปของปัญหา การป้องกันปัญหา และการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายมุมมองก็ยังคงลงเอยที่โทษจำคุกเสียเป็นส่วนใหญ่
ส่วนทิศทางของการแก้ไขฟื้นฟูและให้โอกาสรวมทั้งความหวังในชีวิตให้กับผู้กระทำผิด แม้ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมาจะมีแนวโน้มมากขึ้นในบางกลุ่มของผู้กระทำผิดและในบางข้อหาหรือฐานความผิด ก็ยังถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ เพราะนั่นหมายถึงว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีทำที่เคยมีมาไม่น้อย
ไม่กี่วันที่ผ่านมามีการอ้างอิงถึงกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ กระบวนการยุติธรรมทางเลือก กระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน จนมาถึงยุติธรรมชุมชน และอาชญากรรมทางการเมืองซึ่งมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่เดิมความผิดทางการเมืองคือโทษมหันต์ที่ถ้าไม่ประหารชีวิตก็ต้องปล่อยเกาะให้ใช้ชีวิตอย่างทรมาน มาบัดนี้การกระทำผิดเพราะความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจะต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกับผู้กระทำผิดที่สันดานเป็นโจร
การเปลี่ยนแปลงจึงส่งผลต่อการอำนวยความยุติธรรมเช่นกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามหลักของความเชื่อมโยง ซึ่งตอกย้ำความมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางของกระบวนการยุติธรรมนั่นเอง มนุษย์ซึ่งเป็นทั้งผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ และผู้บริหารจัดการกระบวนการยุติธรรม
ถึงเวลาแล้วสำหรับกระบวนการยุติธรรมแบบไม่เป็นทางการเพื่อประชาชน









