รัฐบาลกำลังวางแผนใหญ่เพื่อผลิตฟื้นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้วยการออกพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ โดยมีงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดของพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเห็นได้ว่ามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศเป็นหลัก และงบประมาณส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการพัฒนาระบบรางของประเทศที่มีความล้าหลังมากที่สุดของเส้นทางคมนาคม
มีตลกร้ายที่กล่าวว่าหากคนในสมัยรัชกาลที่ 5 บังเอิญหลงเข้ามาในยุคนี้ สิ่งที่ยังจดจำได้คือรถไฟของไทย เนื่องจากแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเลยเป็นเวลานับร้อยปี นั่นแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาด้านคมนาคมของไทยมีปัญหาอย่างมาก ในขณะที่การพัฒนาการขนส่งทางถนนมีการพัฒนาไปอย่างมาก ซึ่งไม่น่าแปลกที่การจัดอันดับเปรียบเทียบกับหลายประเทศ ระบบรางของไทยจะอยู่อันดับที่ไม่ดีนัก สะท้อนให้เห็นว่าไทยขาดความสมดุลการพัฒนาด้านนี้มานานหรือไม่มีการพัฒนาเลย
จากข้อมูลเบื้องต้น แผนการลงทุนขนส่งทางราง วงเงิน 1.28 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง วงเงิน 4.8 แสนล้านบาท คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-หัวหิน และสุวรรณภูมิ-ชลบุรี-พัทยา-ระยอง 2.โครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล วงเงิน 4.75 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมี รถไฟสายใหม่ วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท และรถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เวลา 7 ปีตามกรอบของกฎหมาย
แต่ปัญหาสำคัญของโครงการเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีความเหมาะสมหรือไม่คุ้มต่อการลงทุน เพราะโครงการต่างๆเหล่านี้มีการศึกษากันมานานแล้ว เพียงแต่การเสนออยู่ในกรอบการใช้เงิน 2 ล้านล้านเพราะเป็นจังหวะเหมาะที่รัฐบาลต้องการปรับปรุงประเทศครั้งใหญ่ แต่ปัญหาใหญ่คือองค์กรที่จะเข้ามาดูแลโครงการทั้งหมด ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลได้เตรียมไว้หรือยังว่าจะมีการบริหารงานอย่างไรและใครจะเป็นผู้ดูแล และรัฐบาลคงไม่ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)เป็นผู้ดูแลเพียงหน่วยงานเดียว
แน่นอนว่าสังคมอาจกังวลในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน หรือเงินใต้โต๊ะที่ต้องจ่ายกันในการประมูลโครงการ แต่ประเด็นนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยืนยันแล้วว่าจะดำเนินอย่างโปร่งใสที่สุดและให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ประเด็นการทุจริตในงบประมาณจำนวนมหาศาลเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอยู่แล้ว แต่ที่อาจเป็นภาระมากกว่าในระยะยาวคือการบริหารจัดการโครงการระบบรางทั้งหมด เพราะหากมีปัญหาก็อาจทำให้งบประมาณสำคัญการดูแลบานปลายเสียยิ่งกว่างบในการก่อสร้าง
หากดูการบริหารงานของรฟท.ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพมากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริการสาธารณะ การขาดทุนเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ แต่การขาดทุนซึ่งหมายถึงภาระของสังคมที่แบกรับไว้จำนวนมาก จำเป็นต้องมีการบริหารที่มีประสิทธิ์ขึ้นด้วย แน่นอนว่าทางคมนาคมต้องการให้เอกชนเข้ามีส่วนบริหารด้วย แต่หากตราบใดที่ยังมีลักษณะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ก็อาจเสี่ยงต่อการขาดทุนในอนาคต และลองประเมินหากกิจการที่รฟท.ขยายตัวมากกว่านี้หลายเท่าตัว หากยังมีปัญหาประสิทธิภาพจะเกิดอะไรขึ้น ภาระที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าเงินลงทุนภายในไม่กี่ปี








