ทุกครั้งที่พูดถึงมาตรการสนับสนุน ส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทีไร ก็อดไม่ได้ต้องวกเข้ามาเกี่ยวข้องกับ โครงการประชานิยม
เพราะหลายต่อหลายโครงการ ที่รัฐบาลประกาศและดำเนินการจริงจังมาแล้ว ล้วนสะท้อนภาพประชานิยมชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นโครงการ "รถคันแรก" ที่ประสบความสำเร็จทะลักทลายปิดยอดผู้ใช้สิทธิ์ไปถึง 1.3 ล้านราย ยอดคืนภาษีที่ต้องจ่ายให้กับประชาชนผู้ซื้อรถคันแรกรวมสูงถึงกว่า 9.1 หมื่นล้านบาท และยังคงเป็นประเด็นคำถามอยู่จนบัดนี้ว่า เป็นโครงการเพื่อประชาชน โดยส่วนรวมหรือไม่ และจะส่งผลดีต่อสังคมหรือเพิ่มปัญหาสังคมตามมาอีกเพียงใด ยังคงมีคำถามมากมายในเวทีสาธารณที่เปิดกว้าง
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ โครงการนี้ทำให้ผลประกอบการค่ายรถต่างๆ ดีถล่มทลายไปตามๆ กัน เพราะยอดขายรถเพิ่มขึ้นเกินเป้าไปมาก ปิดยอดขายในประเทศสูงกว่า 1.4 ล้านคันเลยทีเดียว บรรดาค่ายรถรับทรัพย์จากยอดขายไปเต็มๆ กระทั่งผลิตกันไม่ทันส่งลูกค้า
โครงการนี้ธุรกิจเอกชน ได้ประโยชน์ชัดเจน ส่งเสริมต้องเป้าด้านยอดขายของเอกชน ขณะที่ภาคประชาชนก็ยิ้มรับไปตามๆ กัน สำหรับคนที่ใช้สิทธิ์ซื้อรถคันแรก เพราะจะได้ส่วนลดกลับมาเป็นเงินคืนภาษีสรรพสามิตรรถยนต์ รายละ 2 หมื่น-1 แสนบาท แตกต่างกันไปตามชนิดและรุ่นของรถยนต์
ส่วนโครงการประชานิยม "บ้านหลังแรก" ดูจะแผ่วไปเพราะไม่เข้าเป้า จากวงเงินสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาทที่เตรียมไว้ แต่ใช้จริงปล่อยไปเพียง 7,000 ล้านบาทเท่านั้น โครงการนี้อยู่ในภาวะทรงๆ ตัวเพราะประชาชน เลือกที่จะไปซื้อรถคันแรก มากกว่าบ้านหลังแรก
อีกโครงการที่ถล่มทลายเช่นเดียวกัน "จำนำข้าว" ยอดรับจำนำข้าวเปลือกมียอดไปแล้วกว่า 9.5 ล้านตัน เป็นอีกประเด็นที่ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันรุนแรงว่า เป็นการบิดเบือนตลาด ทำโครงสร้างราคาข้าวเสียหายทั้งระบบ กลายเป็นหนี้สินพอกพูในระบบการเงินของรัฐ ก่อประเด็นหนี้สาธารณะรอบใหม่ นักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ยังคงเดินหน้าโจมตีความไม่ชอบมาพากล ของโครงการอย่างต่อเนื่อง
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นภาพชัดเจนคือ ภาคธุรกิจเอกชนเช่นเดียวกัน ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรการเกษตร ออกมายอมรับว่าในปี 2555 ที่ผ่านมาผลกประกอบการดีมาก ยอดขายเติบโตถึง 30% ปิดยอดขายไปได้ถึง 4 หมื่นล้านบาท เหตุผลหลักคือปัจจัยภาคเกษตรที่เติบโต ผู้บริหารคูโบต้ายอมรับว่า นโยบายจำนำข้าวคือตัวแปรที่ทำให้ตลาดโตมากขนาดนี้ ทำให้มั่นใจแผนขยายการลงทุน รองรับโอกาสในอนาคต
อีกนโยบาย การปรับขึ้น "ค่าแรง 300"ทั่วประเทศ ดูเผินๆ น่าจะเป็นผลดีกับผู้ใช้แรงงาน แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่านโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมกับสังคมมากมาย ทั้งราคาสินค้าที่ปรับตัวไปดักรอล่วงหน้า และบรรดาเหล่านายจ้างที่ขยับแผนรัดเข็มขัด ปรับนโยบายจ้างแรงงานในจำนวนที่ลดลง เพื่อลดภาระค่าแรง
ผ่านมาแค่เพียงปีเศษ นโยบายประชานิยมรัฐบาลรอบนี้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจสังคมหลากหลาย บางธุรกิจเติบโตทะลักทลาย ขณะที่บางธุรกิจรับภาระหนัก ส่วนประชาชนแม้จะดูเหมือนมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เพียงแค่บางกลุ่ม ต่างกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก ในทุกๆ หมวดพร้อมกัน แถมอีกหลายๆ คนยังมีโอกาสก่อหนี้เพิ่มอีกด้วย








