วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การศึกษาไทยใน 2 ทศวรรษของการพัฒนา : ม่านหมอกที่ยังเลือนราง (จบ)

ตอนที่แล้วเป็นการเล่าถึงสภาพปัญหาจากระบบการจัดการศึกษาของประเทศไทย ฉบับนี้จึงนำเสนอว่า ทางออกเชิงนโยบายลักษณะใดคือความเป็นไปได้

ที่จะนำพาการศึกษาไทยออกจากภาวะที่อึมครึมและเลือนรางนี้ จากเวทีประชุมวิชาการหลายครั้งที่จัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน หรือ สสค. และหน่วยงานอื่น เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในช่วงปีที่ผ่านมาได้การรวบรวมแนวคิดและความเป็นไปได้ในการหาทางออกไว้มากมาย

ท่ามกลางความเห็นที่หลากหลายนั้น ประเด็นแรกที่นักเศรษฐศาสตร์หยิบยกมากล่าวคือ ทำอย่างไรให้การศึกษาไทยมีระบบการรับผิดรับชอบ (Accountability) เพื่อจะมีเจ้าภาพตัวจริงที่จะดูแลรับผิดชอบต่อคุณภาพของการจัดบริการทางการศึกษา และสิ่งนี้เองที่จะเป็นตัวผลักดันให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน อาทิเช่น ระบบการรับผิดรับชอบอาจมีผลต่อการกวดขันการจัดการเรียนการสอนของครูอาจารย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งความเห็นประเด็นนี้ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรก โดย ศาสตราจารย์ ดร.อัมมาร สยามวาลาและคณะ ในการประชุมวิชาการประจำปีของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยที่จัดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ความรับผิดรับชอบจะต้องมาพร้อมกับระบบการตรวจสอบที่สามารถประเมินผลการทำงานได้เพื่อสามารถให้คุณและโทษแก่ผู้รับผิดชอบนั้น สำหรับการศึกษาของไทย นักวิจัยเสนอความเห็นว่าควรมีการสร้างสายความรับผิดชอบขึ้นโดยเพิ่มอำนาจแก่ครัวเรือนให้มีบทบาทผ่านช่องทางต่างๆ อาทิเช่น การเปิดเผยข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษารายโรงเรียนเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบและให้สถานศึกษาแต่ละแห่งเกิดการพัฒนาและแข่งขันด้านคุณภาพ หรือการตัดสินใจเลือกสถานศึกษาของครัวเรือนจะมีผลต่องบประมาณที่รัฐจะจัดสรรแก่สถานศึกษานั้นๆ เหล่านี้ เป็นต้น

ประเด็นที่สองคือ ทำอย่างไรให้การศึกษาไทยไม่กีดกันโอกาสทางการศึกษาของผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ยากจน เนื่องจากความเท่าเทียมกันทางโอกาสทางการศึกษาควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเยาวชนทุกคนไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะเป็นเช่นไร ซึ่งรัฐพึงให้การช่วยเหลือแก่เด็กยากจนที่มีฐานต่ำกว่าผู้อื่นเพื่อเป็นแต้มต่อให้แก่เด็กเหล่านั้น ดังเช่นที่ ศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้อ้างคำกล่าวของประธานาธิบดี รามอน แม็กไซไซ ที่ว่า “ใครเกิดมามีน้อย กฎหมายบ้านเมืองควรช่วยให้มีมาก”

ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ เป็นผู้หนึ่งที่เสนอรูปแบบการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่ด้อยโอกาส โดยใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่ และเสนอให้มีการกระจายอำนาจแก่หน่วยงานท้องถิ่นในการคัดกรองเยาวชนที่ควรได้รับการสนับสนุน ตัวอย่างมาตรการดังกล่าวเช่น การจัดสรรค่าเล่าเรียนหรือทุนค่าใช้จ่ายรายเดือนในลักษณะการให้เปล่า การสร้างกองทุนเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อให้เยาวชนที่จบการศึกษามีโอกาสช่วยครัวเรือนตนเองให้พ้นจากความยากจน

ประเด็นสำคัญประเด็นสุดท้าย คือ ทำอย่างไรให้การศึกษาไทยไม่สร้างความแปลกแยกระหว่างผู้เรียนและชุมชน และสนับสนุนแนวคิดท้องถิ่นจัดการตนเองขึ้นได้ คำตอบของคำถามนี้อาจบรรลุได้หากมีการผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างจริงจังทั้งในด้านภารกิจและงบประมาณในการจัดบริการทางการศึกษา เพื่อให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระและจัดหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของชุมชน ซึ่งมีตัวอย่างเทศบาลบางแห่งที่ยืนยันถึงศักยภาพท้องถิ่นในการจัดการศึกษา

เทศบาลนครยะลา เทศบาลนครภูเก็ต และองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นหนึ่งในตัวอย่างนั้น โดยพบว่าเทศบาลนครภูเก็ตให้การสนับสนุนการศึกษา และปรับปรุงคุณภาพโรงเรียนในสังกัดท้องถิ่นให้มีรูปแบบการเรียนการสอนภาษาจีนเป็นภาษาที่ 3 เพื่อรองรับการท่องเที่ยวจังหวัด และกลายเป็นจุดแข็งที่น่าสนใจ ที่น่ายินดีกว่านั้นคือ ปัจจุบันจังหวัดอยู่ระหว่างการสร้าง สภาการศึกษาจังหวัด ที่ตอบโจทย์การศึกษาตามความต้องการของคนในท้องถิ่นเอง สำหรับเทศบาลนครยะลาได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมระดับหนึ่งด้วยการสร้างวงดนตรีออร์เคสตร้าเยาวชนขึ้นอันหลอมรวมความแตกต่างและข้อขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์และนำสันติกลับมาสู่สังคมซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการผลักดันให้ยะลาเป็น “เมืองน่าอยู่คู่สันติสุขสำหรับเด็กและเยาวชน” ขณะที่จังหวัดอำนาจเจริญซึ่งเดิมเป็นอีกจังหวัดรั้งท้ายด้านความยากจน ได้พยายามเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในโรงเรียนห่างไกลด้วยการจ้างอาจารย์พิเศษมาให้ความรู้ และปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมฐานข้อมูลปัญหาเด็กและเยาวชนในพื้นที่อีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่แสดงว่าท้องถิ่นสามารถเป็นเฟืองจักรในการพัฒนาและออกแบบการศึกษาที่เหมาะสมแก่ชุมชนได้ หากมีการเปิดพื้นที่ให้ท้องถิ่นมีการใช้อำนาจอย่างการสร้างสรรค์ ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจตามมาด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างระบบเศรษฐกิจจากหน่วยย่อย ลดอัตราการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ และอาจเป็นการเลื่อนระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้นในทุกพื้นที่ก็เป็นได้ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็นหนึ่งในทางออกจากม่านหมอกของระบบการศึกษาไทย

“การที่จะดำเนินการปฏิรูปการศึกษาให้บรรลุถึงความสำเร็จนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงระบบต่างๆ และกำหนดนโยบายต่างๆ ให้แน่วแน่...แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ระบบและนโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มิใช่เพียงแต่อ้างว่าระบบการปกครองท้องถิ่นปัจจุบันนี้กระจายอำนาจไปแล้ว” (ป๋วย อึ้งภากรณ์, การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม มีนาคม พ.ศ. 2518)