เมื่อวันพฤหัสที่ 24 ม.ค.มีงานสำคัญของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม(กสทช.)
ที่ทำให้ต้องฉุก"คิด"ก่อนจะ"คลิก"ว่า"เราจะอยู่ในสังคมไร้สายอย่างปลอดภัยได้อย่างไร"
ในโลกไซเบอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวในอัตราเร่งมากๆของ"โลกไร้สาย"ในประเทศไทยที่เป็นภารกิจเร่งด่วนของกสทช. ในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ธุรกิจโทรคมนาคมและธุรกิจบอรดแคสติ้งให้เกิดประโยชน์สาธารณะมากที่สุด กำลังถูกสังคมคาดหวังอย่างมากว่ากสทช.จะต้องทำหน้าที่ผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
ตลอดทั้งวันผมตั้งใจฟังผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงไอที-โทรคมนาคม อาทิเช่น พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกสทช., รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, พล.อ.ชิตศักดิ์ ประเสริฐ ที่ปรึกษาประธานกสทช., คุณฐากร ตัณสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. สนทนากันก่อนขึ้นเวทีและจากวิทยากรบนเวทีสัมมนาที่ล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่แม้ชื่อไม่คุ้นหูไม่ค่อยเป็นข่าว แต่เนื้อหาของการเสวนากลับได้สาระและทำให้ตื่นรูภัยจากไซเบอร์มากอย่างที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน
จนชักจะเป็นห่วงตัวเองและเกิดความวิตกกังวลไปเลยว่าคำเตือนส่วนใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าไม่ควรทำ น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนทำบนโลกไร้สายหรือโลกออนไลน์ที่เปิดช่องให้"มิจฉาชีพบนโลกไซเบอร์"บุกเข้ามาถึงตัวเราได้ง่ายดายยิ่งกว่าบนโลกความเป็นจริง
พล.อ.อ.ธเรศเล่าให้ฟังว่ากสทช.จัดงานนี้ขึ้นมา เริ่มจากการสัมมนาในวันพฤหัสที่ใช้ชื่อว่า"ก้าวสู่สังคมไร้สายอย่างปลอดภัย" National Cybersecurity Awareness Day และตามมาด้วยการจัดนิทรรศการ"คิดก่อนคลิก"ในช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้ที่ Terminal21 เพื่อเป็นการจุดประกายให้ทุกฝ่ายหันมาสนใจเรื่อง"ภัยจากโลกไซเบอร์"ที่ต้องรีบหาทางป้องกันและรู้เท่าทันพวกอาชญากรไซเบอร์ ซึ่งจะเดินสายจัดนิทรรศการอีก 4 ภาค
"ถ้าหากกสทช.ไม่หันมาทำเรื่องนี้ เดี๋ยวเกิดปัญหาขึ้นมาจากการใช้งานโทรศัพท์ 3 G ที่ในปีนี้จะเริ่มขยายตัวแข่งขันกันรุนแรงมาก หลังจากกสทช.เปิดประมูลจบไปแล้ว ยิ่งมีการใช้ระบบไร้สายมากเท่าไหร่ จะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี พวกอาชญากรบนโลกไซเบอร์จ้องอยู่แล้ว"
ความเป็นนายพลอากาศเอกของประธานกสทช.ที่มีประสบการณ์ด้านความมั่นคงมาตลอดชีวิต น่าจะทำให้"น้ำหนัก"ในเชิงนโยบายเชิงป้องกันอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ของกสทช.เริ่มมีไม่น้อยกว่าการส่งเสริมการใช้"คลื่นความถี่"ในเชิงธุรกิจและชีวิตประจำวันแต่เพียงอย่างเดียวที่กสทช.หนุ่มๆสาวๆ อย่างเช่น พ.อ.ดร.เศรษฐพงษ์ มะลิสุวรรณ , พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ , สุภิญญา กลางณรงค์ , นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ฯลฯ
มุมมองด้าน"ความมั่นคง"บนโลกไซเบอร์ของพล.อ.อ.ธเรศน่าสนใจมาก เพราะการก่ออาชญากรรมในยุคปัจจุบันอาศัยช่องทางผ่านไอทีเป็นส่วนใหญ่และจะยิ่งเสี่ยงมากหากผู้บริโภค"ไม่รู้เท่าทัน"หรือ"ไม่ตระหนัก"ว่าบนโลกไซเบอร์มีอันตรายรอบด้านและยากจะป้องกันให้ปลอดภัย 100 %
ยิ่งในมิติความมั่นคงของประเทศยิ่งมีความเสี่ยงมาก เพราะประเทศไทยได้เปิด Gateway บนโลกออนไลน์ให้สามารถวิ่งเข้า-ออกได้โดยง่ายดาย เมื่อเทียบกับการปิด Gateway ทางด้านออนไลน์ของประเทศจีน ทำให้สามารถควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตไม่ให้กระทบความมั่นคงของประเทศได้มากกว่า
แต่ไม่ได้หมายความว่ากสทช.ต้องการให้ประเทศไทยไปใช้แนวคิดแบบเดียวกับประเทศจีน เพราะการเปิดประเทศและเปิดเกทเวย์ด้านไอทีของประเทศไทยได้เปิดไปหมดแล้วเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงหรือย้อนกลับไม่ได้อีกแล้ว ทำได้อย่างเดียวคือการกระตุ้นให้คนไทยได้ตระหนักเรียนรู้ภัยจากอาชญากรเหล่านี้ที่เปลี่ยนจากโลกจริงไปสู่โลกเสมือนจริงที่ยากจะเห็นตัวตน
การซุ่มโจมตีเว็บไซต์ของกระทรวงต่างๆที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมาทั้งเว็บไซต์กระทรวงไอซีที,กระทรวงศึกษาธิการ,กระทรวงวัฒนธรรมและกรณีช่อง 3 เป็นตัวอย่างของการแฮคเกอร์ของนักแฮคข้อมูลที่ยังไม่ได้เชี่ยวชาญมากนัก
หน่วยงานของภาครัฐที่รับผิดชอบดูแลกิจการที่เกี่ยวกับโลกออนไลน์หรือโลกไอทีก็ไม่มีความเป็นเอกภาพสักเท่าไหร่ กระทรวงไอซีทีดูแลกลุ่มที่ใช้"สาย" แต่กสทช.ดูแลกลุ่มที่"ไม่ใช้สาย"หรือใช้คลื่นความถี่
สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนและจับกุม"อาชญากรบนโลกไซเบอร์" แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านไอทีมีน้อยจนนับตัวได้ เอาเข้าจริงนึกชื่อแทบไม่ได้เลย
ยกเว้น พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้นเวทีสัมมนาด้วยยังพูดติดตลกว่าอย่าไปเชื่อใจใครบนโลกออนไลน์ เชื่อนกพิราบจะปลอดภัยที่สุด
"อย่ากรอกข้อมูลส่วนตัวบนบัญชีทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กส์ หรือเว็บไซต์ อย่าใช้ Wi-Fi สาธารณะที่ให้ใช้ฟรีแต่มีโอกาสถูกแฮคเข้ามาได้ง่ายๆ อย่าให้โทรศัพท์มือถือคนแปลกหน้าถือระวังจะถูกดูดข้อมูลหมดภายใน 1 นาที"พ.ต.อ.ญาณพลบอกว่าไม่กล้าสใช้ระบบฟรีไวไฟที่มีอยู่ทั่วไป แต่จะป้องกันตัวเองด้วยการใช้อุปกรณ์ไวไฟส่วนตัวพกไปทุกแห่ง
อาชญากรในโลกแห่งความเป็นจริงยังน้อยกว่า"อาชญากรบนโลกไซเบอร์"ที่ยากจะป้องกันและไล่จับได้ยากกว่ามาก เพราะพวกมันมาได้ทุกทิศทุกทางทุกเวลาและไร้พรมแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารกันสะดวกขึ้นจากโซเชียลมีเดียที่ทำให้มิจฉาชีพข้ามชาติเกิดขึ้นมากมาย แทบทุกอาชญากรรมข้ามชาติจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับไอที เช่น แก็งค์คอลเซนเตอร์หลอกโอนเงินจากธนาคาร , การคู่แต่งงานจากชาวต่างชาติที่เกิดการหลอกลวงบ่อยมากๆ ฯลฯ
ผู้เชี่ยวชาญจากค่ายมือถือจากเอไอเอสและทรูมูฟบอกเหมือนๆกันว่าในแต่ละวันเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือทุกโจมตีจากพวกแฮคเกอร์ในรูปแบบต่างๆนับหมื่นครั้ง ฟังแล้วก็น่าวิตกมากๆว่าหากผู้ประกอบการมือถือละเลยการลงทุนในระบบป้องกันการโจมตีจากแฮคเกอร์ แต่พอจะเบาใจได้ว่าค่ายโทรศัพท์มือถือมีการลงทุนระบบป้องกันต่างๆไว้มากพอสมควร มิเช่นนั้นหากเกิดความเสียหายกับผู้ใช้บริการจะเสียชื่อเสียงมากกว่า
ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารก็มีข้อแนะนำเรื่องการใช้พาสเวิร์ด,การโจรกรรมข้อมูลทางการเงินส่วนบุคคลและระหว่างบริษัทที่มีความเสี่ยงมากๆ,การไม่ระวังในการใช้บัตรเครดิต,เอทีเอ็ม ฯลฯทุกบริการของแบงก์ส่วนใหญ่ที่กำลังก้าวไปสู่ E-Banking, Mobile Banking บนโทรศัพท์มือถือ3G ที่เพิ่มความเสี่ยงในการทำธุรกรรมจากโทรศัพท์มือถือ
ความห่วงใยของประธานกสทช.น่าสนใจมากว่าประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางที่มีเอกภาพในการวางระบบป้องกัน"อาชญากรบนโลกไซเบอร์"และกฎหมายของไทยยังล้าหลังตามไม่ทันความเก่งกาจของพวกอาชกรไซเบอร์ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กสทช.ที่เป็นองค์กรอิสระในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและกิจการบรอดแคสติ้งจะต้องเข้ามาเป็นผู้ประสานงาน เพื่อทำให้เกิดการตื่นตัว-ตระหนักให้กับสังคมไทยในการเข้าสู่โลกออนไลน์ไร้สายที่กสทช.นั่นแหละที่มีบทบาทส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ให้ประเทศไทย เพื่อให้ก้าวทันประเทศอื่นในระบบโทรศัพท์ 3G และ 4G ที่กำลังจะตามมาในอีกไม่นาน
"ถ้าเราไม่เข้ามาทำหน้าที่นี้ตั้งแต่ตอนนี้ พอเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมามากขึ้น จากการขยายตัวของโทรศัพท์3G สังคมจะมาโทษกสทช.อีกว่าทำให้เกิดอาชญากรรมออนไลน์มากขึ้น"ประธานกสทช.แสดงความห่วงใย
แต่ไม่ได้หมายความว่ากสทช.จะไม่ส่งเสริมการใช้ออนไลน์หรืออุปกรณ์ไร้สายต่างๆ นโยบายหลักยังส่งเสริมให้ใช้จะยิ่งเกิดประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ชีวิตที่สุขสบายมากขึ้น ทำให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น แต่ถ้าหากพวกเราไม่รีบหาทางป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพหรืออาชญากรไซเบอร์ อาศัยประโยชน์จากการขยายตัวของเครือข่าย3 G จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่านี้และผู้บริโภคจะเกิดการสูญเสียเงินทองไปจากโจรพวกนี้ที่จ้องอยู่นานแล้ว
น่าจับตามองอย่างยิ่งกับการเริ่มต้นบทบาทใหม่ของพล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกสทช.ที่กำลังพลิกมุมมองภารกิจของกสทช.จากการ"ส่งเสริม"และ"จัดสรร"การใช้คลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์สาธารณะมาสู่"มิติความมั่นคงและความปลอดภัย"ที่ใช้แนวคิดการสร้างแนวป้องกันของหน่วยงานรัฐให้มีการทำงานอย่างมีเอกภาพและการจุดประกายกระตุ้นให้ผู้บริโภค"รู้เท่าทัน"มิจฉาชีพบนโลกไซเบอร์ที่กำลังคุกคามทุกองค์กร,ผู้บริโภคทุกคน,ทุกท้องถนนไซเบอร์อยู่ตลอด 24 ชั่วโมงและยังอย่างไรพรมแดน









