วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จุดจบของ HMV กับสิ่งที่หายไป

ภายในช่วงเวลาไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นสภาวะล้มละลายหรือปิดกิจการลงของธุรกิจประเภทค้าปลีก 3-4 แห่ง

เปรียบเสมือนการตอกฝาโลงว่าโครงสร้างการดำเนินธุรกิจแบบ bricks and mortars เดิมๆ ไม่สามารถแข่งขันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคดิจิทัลได้ หากไม่รู้จักปรับตัว คาดการณ์ และวางแผนเพื่อที่จะนำพาองค์กรไปให้กลมกลืนกับความเป็นจริงของโลกในอนาคต

ท่านผู้อ่านที่คุ้นเคยกับ Oxford Street ในกรุงลอนดอน คงจะเคยแวะเข้าร้านขายแผ่นซีดี และสินค้าสื่อบันเทิงอื่นๆ ที่มีชื่อว่า HMV กันบ้าง ตราสัญลักษณ์ของร้านเป็นรูปสุนัขนั่งเอียงหูฟังเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบโบราณ นั่นแหละครับ

ล่าสุด มีข่าวว่าต้องแจ้งล้มละลายเนื่องจากไม่สามารถตกลงปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ได้ และยังไม่มีผู้ใดสนใจที่จะเข้ามาซื้อกิจการต่อจากเจ้าของเดิม ณ ตอนนี้ ทำให้หุ้นตัวนี้ในตลาดหลักทรัพย์อังกฤษโดนหยุดซื้อขายไปด้วย โดยร้าน HMV นับเป็นร้านค้าปลีกอีกรายหนึ่งจากหลายๆ รายในอังกฤษที่ต้องปิดกิจการลงต่อจาก Jessops และ JJB Sports

สำหรับบรรดาผู้ที่ชื่นชอบเสียงเพลง โดยเฉพาะเพลงทางฝั่งอังกฤษ คงเป็นข่าวที่น่าเสียดาย และน่าใจหายพอควร เพราะร้าน HMV เป็นร้านขายสินค้าสื่อบันเทิงที่มีประวัติยาวนานมากว่าร้อยปี (ร้านแรกเปิดในปี 1902) มีหน้าร้านกว่า 240 แห่งกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ในอังกฤษรวมถึงไอร์แลนด์ ฮ่องกงและสิงคโปร์

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมในประเด็นนี้ก็คือ การล่มสลายของร้านค้าแบบดั้งเดิม กับการมาถึงของยุคดิจิทัลมีเดีย ถ้าเรามองในแง่มุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคและช่องทางการขาย ทั้งสองอย่างนี้ มีอะไรที่หายไปและมีอะไรเข้ามาแทนที่ในมุมมองของผู้บริโภคบ้างหรือไม่

สำหรับมุมมองของคนยุคเดียวกับผมนั้น คิดว่าเสน่ห์ของการได้ซื้อแผ่นเสียง (นานมากแล้ว) หรือแผ่นซีดีสักแผ่นหนึ่ง มันเริ่มตั้งแต่การที่เราได้ยินได้ฟังเพลงของศิลปินที่เราชื่นชอบในสื่อวิทยุ

นั่นหมายความว่า เสน่ห์อย่างแรกของการฟังเพลงในยุคก่อนๆ คือ “การรอคอย” ไม่ว่าจะรอคอยฟังในวิทยุ (ที่ไม่รู้ว่าดีเจจะเปิดให้ช่วงไหน) หรือรอคอยให้แผ่นออก และที่มีเสน่ห์ที่สุดคือการได้เดินเข้าไปซื้อแผ่นนั้นๆ ในร้านอย่าง HMV และการที่จะได้เห็น packaging ของมัน การได้แกะกล่องพร้อมอ่านเนื้อร้อง เครดิตต่างๆ และรอคอยที่จะเอาแผ่นซีดี หรือแผ่นเสียงนั้นๆ ไปวางในเครื่องเล่นและเปิดฟังในรถหรือห้อง แล้วแต่ยุคสมัย

นี่คือเสน่ห์ของการเสพสื่อดนตรีในยุคก่อนๆ ที่ผมคิดถึง

แต่ในยุคปัจจุบัน ผมคิดว่าเสน่ห์ของการรอคอยมันหายไป เพราะคุณสามารถเข้าไปดาวน์โหลดเพลงโปรดของคุณได้จากเว็บต่างๆอย่างง่ายดาย ไม่ต้องรอให้ดีเจเปิด จับไฟล์ใส่เข้าเครื่อง ทำเป็น playlist เปิดฟังวนแล้ววนอีกจนเบื่อ อีกสิ่งที่ขาดหายไปคือ “เสน่ห์ทางกายภาพ” ที่มาพร้อมกับสื่อดนตรีนั้นๆ

ไม่ว่าจะเป็นการได้เดินเข้าไปพูดคุยเสวนากับพนักงานขาย (กรณีนี้ใครที่รู้จักร้านขายเทปร้านหนึ่งในสยามสแควร์คงทราบดี) การได้เดินเลือกเปรียบเทียบแผ่น single หรือ long play หรืออัลบั้ม ว่าเลือกแบบไหนจะดีกว่ากัน การตัดสินใจซื้อชุด limited edition ที่มีไม่กี่ชุดในร้าน

แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคในยุคนี้ได้มาเป็นข้อชดเชยก็คือ ความง่าย และ ความรวดเร็ว ในการเลือกเสพสื่อต่างๆ เหล่านี้ การที่เราเห็นสถิติต่างๆ ว่าผู้บริโภคใช้เงินกันมากมายในการสั่งซื้อของออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องแปลกก็เพราะปัจจัยนี้ นั่นแหละครับ

ท่านผู้อ่านลองนึกสิครับว่า สมมติมีคนบอกว่าอัลบั้มชุดใหม่ของศิลปินคนนี้เพลงเพราะมาก จากเดิมที่ท่านต้องทำ mental note หรือจดเอาไว้เผื่อคราวหลังแวะเวียนไปร้าน HMV ก็จะลองไปขอฟังดู ตอนนี้สิ่งที่ท่านต้องทำก็คือเพียงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา google หาเพลงดังกล่าว หาเว็บไซต์ที่ท่านลองฟังได้ แล้วก็เข้าไปที่ iTunes หรือเว็บอื่นๆ ที่ท่านสามารถ คลิก เลือกเพลงหรืออัลบั้มดังกล่าวใส่เข้าเครื่องของท่านได้ทันที

สื่อประเภทภาพยนตร์ก็เริ่มมี transaction ตัว content ผ่านทางดิจิทัลมีเดียกันแล้ว เช่น Netflix ที่อเมริกา ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เชนสโตร์อย่าง Blockbusters ต้องปิดฉากลง

การเลือกเสพและเลือกซื้อสื่อบันเทิงเหล่านี้ รวมถึงสินค้าประเภทอื่นๆ อีกมากมาย กลายเป็นการซื้อแบบ impulse ที่ท่านไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปยังร้านค้า และเดินหาสินค้าดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย

ผมเชื่อครับว่า ในปี 2013 นี้ เราจะเห็นข่าวคล้ายๆ กับกรณีของ HMV ตามมาอีกเยอะครับ เพราะดูเหมือนว่าแนวโน้มของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลนี้จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ “เสน่ห์ของการรอคอย” เสียเท่าไหร่